
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธอันอุดมสมบูรณ์ บังเกิดบุรุษผู้หนึ่งนามว่า มหาธนู เขาเป็นยอดนายพรานผู้มีฝีมือหาตัวจับยาก ชำนาญการใช้ธนูยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่เพียงใด หากเขาตั้งใจประสงค์จะล่า ก็ไม่เคยพลาดเป้า
แต่กระนั้น ด้วยความเก่งกาจเกินใคร มหาธนูจึงมักจะใช้ความสามารถของตนไปในทางที่ผิด เขาชอบล่าสัตว์เพื่อความสนุกสนานโอ้อวด ไม่ได้ล่าเพื่อยังชีพตามความจำเป็น บางครั้งก็ยิงสัตว์ป่าเพียงเพราะอยากเห็นความเจ็บปวดของมัน หรือเพียงเพราะมันเดินผ่านหน้าไปอย่างน่ารำคาญใจ
วันหนึ่ง มหาธนูได้เดินทางเข้าป่าลึกเข้าไปกว่าทุกคราที่เคยเป็นมา เขาตั้งใจจะตามล่านกยูงสีทองตัวหนึ่งที่เขาได้ยินกิตติศัพท์ความงามของมันมานาน นกยูงตัวนั้นว่ากันว่ามีขนสวยงามราวกับทองคำ และเสียงร้องก็ไพเราะจับใจ มหาธนูผู้กระหายการพิชิตสิ่งพิเศษจึงมุ่งหน้าตามหามันโดยไม่ปริปากบ่นถึงความยากลำบาก
เขาเดินลึกเข้าไปในป่าจนกระทั่งดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ แสงสีทองสาดส่องผ่านแมกไม้ที่หนาทึบ บรรยากาศเริ่มวังเวง มหาธนูเงี่ยหูฟังเสียงนกยูง แต่สิ่งที่เขาได้ยินกลับเป็นเสียงร้องโหยหวนอันน่าสะพรึงกลัว เขาชักธนูคู่ใจขึ้นเตรียมพร้อม และค่อยๆ ย่องเข้าไปตามเสียงนั้น
เมื่อไปถึง เขาพบกับภาพอันน่าตกใจ นกยูงสีทองตัวนั้นกำลังนอนจมกองเลือด ขนทองคำอันงดงามบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต ปลายลูกศรอาบยาพิษของนายพรานอีกคนปักคาอยู่ที่ลำตัว นกยูงกำลังดิ้นทุรนทุรายด้วยความทรมาน
“โอ้... สวรรค์!” มหาธนูอุทานด้วยความตกใจระคนเสียดาย “งามถึงเพียงนี้ กลับต้องมาตายอย่างน่าเวทนาเช่นนี้”
ขณะที่เขากำลังเพ่งมองภาพอันน่าสงสารนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากพุ่มไม้ใกล้เคียง “ท่านผู้กล้าหาญเอ๋ย ท่านมาที่นี่เพื่อสิ่งใดกัน?”
มหาธนูผงะเล็กน้อย เขาหันไปมองและพบกับชายชราผู้หนึ่ง สวมชุดมอซอ นุ่งห่มด้วยใบไม้แห้ง ดวงตาของชายชราทอประกายแห่งปัญญาและความสงสาร
“ข้าคือมหาธนู ข้ามาตามล่านกยูงตัวนี้ แต่ดูเหมือนจะมีคนตัดหน้าไปเสียแล้ว” มหาธนูตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
ชายชราเดินเข้ามาใกล้นกยูงที่กำลังจะสิ้นใจ “นกยูงตัวนี้งามจริงดังว่า แต่ความงามนั้นกลับนำมาซึ่งความฉิบหาย การที่ท่านตามล่านกยูงด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า ก็ไม่ต่างอันใดกับนายพรานคนนั้นที่ล่ามันเพราะความโลภ”
“แต่ข้าไม่ได้ตั้งใจจะฆ่ามันโดยตรง เพียงแต่ข้าอยากได้มันมาครอบครอง” มหาธนูแก้ต่าง
“แล้วความต้องการของท่านต่างจากความโลภของนายพรานผู้นั้นอย่างไรเล่า? หากท่านได้มันมา ท่านก็จะมีความสุขเพียงชั่วครู่ แต่ความทุกข์ของสัตว์ผู้บริสุทธิ์ก็จะตกอยู่กับท่านไปตลอด” ชายชรากล่าว
มหาธนูเริ่มรู้สึกถึงความผิดบาปในใจ เขาไม่เคยคิดถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำของตนเองมาก่อน เขาเห็นแต่วัตถุแห่งความปรารถนา และความสามารถของตนที่จะไขว่คว้ามันมา
“แต่ข้าจะทำเช่นไรได้เล่า? นกยูงตัวนี้กำลังจะตายแล้ว” มหาธนูถาม
“ท่านสามารถเลือกที่จะไม่ซ้ำเติมความทุกข์ของมันได้” ชายชราตอบ “ท่านอาจจะใช้ความสามารถของท่านในการช่วยเหลือผู้อื่น แทนที่จะนำมันมาใช้ในการทำลายล้าง”
ชายชราเล่าต่อไปว่า เขาเองก็เคยเป็นนักล่ามาก่อน แต่ด้วยบุญกุศลและปัญญาที่ค่อยๆ สั่งสม ทำให้เขาเห็นถึงโทษของการเบียดเบียนผู้อื่น เขาจึงเลิกการล่า และหันมาใช้ชีวิตอย่างสมถะในป่าแห่งนี้ คอยช่วยเหลือสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ และสอนสั่งผู้ที่หลงผิดให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ
มหาธนูฟังคำของชายชราด้วยความสำนึกผิดอย่างแรงกล้า เขาถอนลูกศรออกจากร่างนกยูงด้วยความนุ่มนวล และใช้สมุนไพรที่ชายชราหามาได้ประทังพิษที่กำลังแล่นเข้าสู่เส้นเลือดของนกยูง
นกยูงตัวนั้นได้แต่ส่งเสียงร้องแผ่วเบา ราวกับจะขอบคุณในความเมตตาครั้งสุดท้าย
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านผู้เฒ่า” มหาธนูพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้าจะเลิกใช้ธนูของข้าเพื่อการล่าอีกต่อไป ข้าจะนำทักษะของข้าไปใช้ในทางที่สร้างสรรค์”
ชายชราพยักหน้าด้วยความยินดี “ดีแล้วท่าน ปัญญาที่แท้จริงคือการรู้ว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ การละเว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น คือหนทางแห่งความสงบสุขที่แท้จริง”
หลังจากนั้น มหาธนูก็กลับใจโดยสิ้นเชิง เขาเลิกจับอาวุธล่าสัตว์อีกต่อไป เขานำความสามารถในการยิงธนูอันแม่นยำของเขามาใช้ในการช่วยเหลือผู้คน เขาช่วยช่างก่อสร้างยิงลูกศรเพื่อวัดระยะทาง เขาช่วยชาวนาปักธงบอกตำแหน่งต่างๆ ในนา เขาถึงกับเคยใช้ธนูยิงไปบนหลังคาเพื่อช่วยไล่นกกาที่มาก่อความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน
เขาพบว่า การได้ใช้ความสามารถของตนเองเพื่อประโยชน์ผู้อื่นนั้น ให้ความสุขและความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่กว่าการล่าสัตว์ใดๆ ในโลกนี้เสียอีก
วันเวลาผ่านไป มหาธนูได้กลายเป็นที่รักของชาวบ้านในแคว้นมคธ เขาไม่ได้ถูกเรียกว่า “มหาธนู” อีกต่อไป แต่ถูกเรียกว่า “มหาบุรุษ” ผู้ซึ่งเคยหลงผิด แต่ก็ได้กลับมาสู่หนทางแห่งธรรม
ส่วนชายชราผู้ปรีชาญาณ ก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างสงบในป่าแห่งนั้น คอยเป็นแสงนำทางให้กับผู้ที่หลงทางเสมอ
เรื่องราวของมหาธนูได้กลายเป็นตำนานเล่าขานสืบไป เตือนใจให้ผู้คนทั้งหลายรู้ว่า ไม่ว่าเราจะมีความสามารถมากเพียงใด หากเราใช้มันไปในทางที่ผิด ก็ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หากเรานำมันมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เราก็จะพบกับความสุขและความเจริญที่ยั่งยืน
— In-Article Ad —
การใช้ความสามารถไปในทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงและเกียรติยศอันยั่งยืนกว่าการมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเพียงชั่วคราว
บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี
— Ad Space (728x90) —
529มหานิบาตความภักดีคือสิ่งประเสริฐณ เมืองเวฬุวัน อันร่มรื่นด้วยหมู่ไม้เขียวขจี มีพ่อค้าผู้มั่งคั่งอาศัยอยู่ พ่...
💡 ความภักดีต่อบุพการีเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ ควรยึดมั่นในความกตัญญูกตเวที
82เอกนิบาตติวิชชาดก ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี มีพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์อันมั่งคั่ง เพียบพร้อมด...
💡 การใช้ปัญญาและความรู้ที่ได้รับมานั้น หากปราศจากคุณธรรมและความเมตตา จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย และก่อให้เกิดผลร้ายแก่ตนเองและผู้อื่น
39เอกนิบาตอุกกุฏฐิตชาดก ในอดีตกาลนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง มีพระเจ้าพรหมทัตต์ทรงดำรงราชสมบ...
💡 สติปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์สมบัติ ยศศักดิ์ หรือลาภสักการะ เพราะสติปัญญาสามารถนำพาให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง.
48เอกนิบาตมุสิละชาดก นานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ผู้ประเสริฐ ณ กรุงพาราณสี ทรงดำรงตน...
💡 การกล่าวเท็จและการใส่ร้ายผู้อื่น ย่อมมีวันถูกเปิดเผย และผู้ประพฤติในความดี ย่อมได้รับการปกป้องจากความจริง
61เอกนิบาตความเห็นผิดที่นำไปสู่หายนะณ แคว้นอวันตีอันไพบูลย์ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่อาณาจักรยังคงเต็มไ...
💡 ความเห็นผิดที่นำไปสู่การเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งหายนะ การบำเพ็ญกุศลและมีจิตเมตตาย่อมนำมาซึ่งความสุข.
30เอกนิบาตกษัตริย์ผู้ทรงละอายต่อบาปณ อาณาจักรกุรุธรรมอันแสนสงบสุข ปกครองโดยพระเจ้าปัญญาธิราช ผู้ทรงมีพระปรีชาส...
💡 ความละอายต่อบาปย่อมนำมาซึ่งการกลับตัวกลับใจ.
— Multiplex Ad —