อุกกุฏฐิตชาดก
ในอดีตกาลนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง มีพระเจ้าพรหมทัตต์ทรงดำรงราชสมบัติอยู่ วันหนึ่ง ขณะที่พระองค์เสด็จประพาสพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นฝูงนกยูงกำลังรำแพนหางอย่างงดงาม พลันก็เกิดความโทมนัสขึ้นในพระทัย
“โอ้! สัตว์ปีกอันสวยสง่าเหล่านี้ ไยจึงมีชีวิตที่อิสระเสรี ย่อมได้โบยบินไปในอากาศตามแต่ใจปรารถนา หาได้ถูกกักขังหรือถูกบังคับให้ทำสิ่งใดไม่” พระองค์ตรัสรำพัน เสียงแผ่วเบา
เมื่อเหล่าเสนาบดีได้ยินดังนั้น จึงทูลถามด้วยความฉงน
"ข้าแต่สมมติเทพ เหตุใดจึงทรงมีพระทัยเศร้าหมองเล่าพ่ะย่ะค่ะ?"
พระเจ้าพรหมทัตต์ทรงถอนพระทัยยาว
"เราเป็นพระราชา ต้องทรงแบกภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง ต้องดูแลไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ ต้องทรงตัดสินคดีความที่ซับซ้อน ยามบางครั้ง เราก็ปรารถนาที่จะได้เป็นดั่งนกยูงเหล่านั้น ได้โบยบินไปในป่ากว้าง ปราศจากพันธนาการใดๆ"
เสนาบดีทั้งหลายก้มหน้า ปลงใจว่าไม่อาจเข้าใจความรู้สึกอันลึกซึ้งของพระมหากษัตริย์ได้
ทว่า ณ ที่แห่งนั้น มีพระโพธิสัตว์ทรงถือกำเนิดเป็นกษัตริย์นามว่า พระเจ้าอุกกุฏฐิตะ ทรงครองกรุงมิถิลา พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ แต่พระองค์ก็ทรงมีข้อกังวลใจเช่นกัน
วันหนึ่ง ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ในพระราชวัง ก็ทรงระลึกถึงเรื่องราวในอดีตชาติชาติหนึ่ง ซึ่งพระองค์ได้เคยเกิดเป็นนกยูง. วันนั้น พระองค์กำลังรำแพนหางอย่างสวยงามอยู่ริมสระน้ำ พลันก็มีพรานป่าผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น เขาชักศรเข้าใส่พระองค์อย่างรวดเร็ว. ด้วยบุญบารมีที่ทรงสั่งสมมา พระองค์จึงรอดพ้นจากอันตรายนั้นมาได้. แต่เหตุการณ์นั้นได้ฝังลึกในพระทัย
ทรงดำริว่า “ถึงแม้เราจะเป็นนกยูงผู้สง่างามเพียงใด ก็ยังต้องเผชิญภัยอันตรายจากมนุษย์ได้. การเป็นมนุษย์นั้น มีทางเลือกมากกว่า มีปัญญาที่จะหลีกเลี่ยงภัยได้ดีกว่า.”
เมื่อทรงระลึกถึงความแตกต่างระหว่างการเป็นสัตว์เดรัจฉานกับมนุษย์ ความรู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับภาระหน้าที่ของพระราชา ก็คลายลง. พระองค์ทรงเข้าใจว่า แม้จะทรงมีภาระหนัก แต่ก็เป็นภาระที่มาพร้อมกับสติปัญญาและความสามารถที่จะจัดการกับมันได้อย่างดีที่สุด.
วันหนึ่ง พระราชาทรงมีพระประสงค์จะทดสอบเหล่าพราหมณ์ผู้มีปัญญา. พระองค์ทรงมีรับสั่งให้เตรียมเครื่องบูชาอันวิจิตรบรรจง และทรงเชิญพราหมณ์จำนวนมากมายังพระราชวัง. เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายมาถึง พระราชาทรงตรัสถาม
"ท่านทั้งหลาย จงบอกเรามาว่า สิ่งใดที่ประเสริฐที่สุดในโลกนี้?"
เหล่าพราหมณ์ต่างก็พากันถวายคำตอบที่แตกต่างกันไป บางคนกล่าวว่า "ทรัพย์สมบัติประเสริฐที่สุด" บางคนกล่าวว่า "ยศศักดิ์ประเสริฐที่สุด" บางคนกล่าวว่า "ลาภสักการะประเสริฐที่สุด".
เมื่อได้ฟังคำตอบเหล่านั้น พระเจ้าอุกกุฏฐิตะก็ทรงยิ้ม. พระองค์ทรงทราบดีว่า คำตอบเหล่านั้นยังไม่ถูกต้อง. แล้วพระองค์ก็ทรงเล่าเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ให้เหล่าพราหมณ์ฟัง.
“ในชาติหนึ่ง เราได้เกิดเป็นนกยูง. วันหนึ่ง ขณะที่เรากำลังรำแพนหางอยู่อย่างงดงามริมสระน้ำ ก็มีพรานป่าคนหนึ่งแอบซุ่มยิงเรา. ด้วยบุญบารมีที่เราได้สั่งสมมา ทำให้เราสามารถหลบหนีเอาชีวิตรอดมาได้. แต่ขณะนั้น เราได้เห็นความหวาดกลัวในดวงตาของพรานป่า. เรารู้ดีว่า แม้เราจะสวยงามเพียงใด เราก็ยังตกเป็นเหยื่อของอันตรายได้. และนั่นทำให้เราเห็นคุณค่าของการมีสติปัญญา. การมีสติปัญญา ทำให้เราสามารถมองเห็นภัยอันตรายล่วงหน้า และหาทางหลีกเลี่ยงมันได้.”
เมื่อทรงเล่าจบ พระเจ้าอุกกุฏฐิตะก็ทรงหันไปทางเหล่าพราหมณ์
"สิ่งประเสริฐที่สุดในโลกนี้ มิใช่ทรัพย์สมบัติ ยศศักดิ์ หรือลาภสักการะ หากแต่คือ 'สติปัญญา' เพราะสติปัญญานี้เอง ที่ช่วยให้เราพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง และนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง"
เหล่าพราหมณ์ได้ฟังดังนั้น ก็พากันก้มหน้าด้วยความละอายใจ. พวกเขาตระหนักได้ว่า ตนเองยังขาดปัญญาอันลึกซึ้ง. นับแต่นั้นมา พวกเขาก็พากันศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง และตั้งมั่นในการบำเพ็ญเพียร.
พระเจ้าอุกกุฏฐิตะทรงเป็นพระราชาที่ทรงคุณธรรม. พระองค์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม. พระองค์ทรงอบรมสั่งสอนเหล่าเสนาบดี ข้าราชบริพาร และอาณาประชาราษฎร์ ให้เห็นคุณค่าของสติปัญญา. พระองค์ทรงสอนให้รู้จักใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต แก้ไขปัญหา และหลีกเลี่ยงภัยอันตราย. พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาเล่าเรียน และส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสพัฒนาปัญญาของตนเอง.
วันเวลาผ่านไป พระเจ้าอุกกุฏฐิตะทรงครองราชย์ด้วยความสงบสุข. อาณาประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุข. พระองค์ทรงเป็นที่รักและเคารพของประชาชน. เมื่อถึงกาลอันควร พระองค์ก็ทรงละจากโลกนี้ไปสู่สุคติ.
เรื่องราวของพระเจ้าอุกกุฏฐิตะ ถูกเล่าขานสืบต่อกันมา เป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงคุณค่าอันประเสริฐของสติปัญญา. สติปัญญาเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ เป็นแสงสว่างนำทางชีวิตให้พ้นจากความมืดบอด. แม้ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก หรือภัยอันตรายต่างๆ หากมีสติปัญญาก็ย่อมสามารถหาทางแก้ไข และผ่านพ้นไปได้. การมีปัญญาไม่เพียงแต่ช่วยให้ตนเองรอดพ้น แต่ยังสามารถนำพาผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ได้เช่นกัน.
ครั้งหนึ่ง ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ทรงเล่าเรื่องอุกกุฏฐิตชาดกนี้ เพื่อแสดงถึงผลของทานที่บริสุทธิ์ และเพื่อสอนให้พุทธบริษัทตระหนักถึงคุณค่าของสติปัญญา. สติปัญญาที่แท้จริงนั้น เกิดจากการฝึกฝนตนเอง การศึกษาเล่าเรียน และการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ. อย่าได้ประมาทในการสั่งสมปัญญา เพราะปัญญานี้เองที่จะเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่สุดในการดำเนินชีวิต.
คติธรรม
สติปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์สมบัติ ยศศักดิ์ หรือลาภสักการะ เพราะสติปัญญาสามารถนำพาให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง.
บารมีที่บำเพ็ญ
ปัญญาบารมี



