
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองสาวัตถี มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อว่า พิลักขะ ซึ่งหมายถึง 'ผู้มีขนดก' หรือ 'ผู้มีโรคผิวหนัง' พราหมณ์ผู้นี้มีฐานะร่ำรวย มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่กลับมีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เคยคิดจะแบ่งปันให้แก่ใครเลย แม้แต่กับญาติมิตรที่ตกทุกข์ได้ยาก
พราหมณ์พิลักขะมีภรรยาคนหนึ่งที่น่าสงสาร นางเป็นคนดี มีความเมตตาจิต แต่สามีไม่เคยสนใจ นางพยายามชักชวนสามีให้ทำบุญให้ทานอยู่เสมอ แต่พราหมณ์ก็มักจะต่อว่า หรือไม่ก็ทำเป็นหูทวนลม
“ท่านพี่ หากเรามีทรัพย์มากเท่านี้ แต่ไม่เคยทำบุญกุศลเลย เมื่อตายไปแล้ว เราจะเอาทรัพย์เหล่านี้ไปได้อย่างไร” ภรรยาถามอย่างอ่อนโยน
“เจ้าอย่าได้พูดพล่ามไปทรัพย์เหล่านี้ข้าหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง จะเอาไปให้ใครได้อย่างไร” พราหมณ์ตอบอย่างหงุดหงิด
วันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทรงมีจิตอันสงบระงับ ทรงเห็นอุปนิสัยของพราหมณ์พิลักขะ จึงทรงจำแลงกายเป็นคนแก่ขี้โรค เดินทางมาขออาหารที่บ้านของพราหมณ์
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน พราหมณ์พิลักขะกำลังนั่งนับเงินอยู่ คนแก่ขี้โรคได้ก้มลงกราบ และเอ่ยขอความเมตตา
“ท่านผู้ใจบุญ ข้าเป็นคนแก่ชรา ป่วยไข้ มีโรคภัยเบียดเบียน ไม่มีที่พึ่ง ขอท่านได้โปรดอนุเคราะห์แบ่งปันอาหารให้ข้าสักประทายเถิด”
พราหมณ์พิลักขะมองคนแก่ด้วยสายตาเหยียดหยาม “เจ้ามาขอทานถึงที่นี่หรือ ไสหัวไปเสีย ข้าไม่มีอะไรจะให้”
คนแก่ขี้โรคทนทุกข์ทรมาน ก็ยังคงก้มกราบอ้อนวอน “ข้าได้โปรดเถิดท่าน หากท่านไม่ให้ข้า ข้าคงจะอดตายเสียแล้ว”
พราหมณ์พิลักขะยิ่งโกรธจัด “เจ้าอย่าได้มาคะยั้นคะยอ ข้าไม่มีให้เจ้า ไปให้พ้น!”
ด้วยความสิ้นหวัง คนแก่ขี้โรคก็เดินโซซัดโซเซออกไป
ขณะนั้นเอง ภรรยาของพราหมณ์พิลักขะได้ออกมาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด นางรู้สึกสงสารคนแก่เป็นอย่างยิ่ง จึงรีบวิ่งเข้าไปในครัว นำข้าวปลาอาหารที่เหลืออยู่ ออกมาใส่บาตรของคนแก่
“ท่านลุง เจ้าจงรับไปเถิด นี่เป็นอาหารที่พอจะหาได้” ภรรยาของพราหมณ์กล่าวด้วยความเมตตา
คนแก่ขี้โรครับบาตรอาหารด้วยความยินดี และเมื่อได้รับแล้ว ก็ได้จำแลงกายกลับเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าดังเดิม
พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภรรยาของพราหมณ์ว่า “การให้ทานด้วยจิตที่เลื่อมใส ย่อมได้รับผลบุญอันยิ่งใหญ่”
หลังจากนั้นไม่นาน พราหมณ์พิลักขะก็ป่วยหนักด้วยโรคร้าย จนถึงแก่ความตาย
เมื่อตายไปแล้ว ด้วยผลแห่งกรรมที่เขาเป็นคนตระหนี่ ไม่เคยให้ทาน จิตสุดท้ายของเขาจึงไปเกิดในนรกภูมิ
ส่วนภรรยาของพราหมณ์ ซึ่งมีจิตใจเมตตา ได้ทำบุญให้ทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า จิตสุดท้ายของนางจึงไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงเห็นพราหมณ์พิลักขะกำลังรับโทษทัณฑ์ในนรก ก็ทรงมีจิตเมตตา จึงได้เสด็จไปยังนรกภูมิ
“พิลักขะ ท่านเคยทำกรรมใดไว้ จึงต้องมาเกิดในนรกนี้” พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสถาม
พราหมณ์พิลักขะ เมื่อได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็รู้สึกละอายใจเป็นอย่างยิ่ง “ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนตระหนี่ ไม่เคยให้ทานเลย แม้แต่แก่ผู้ที่ควรสงสาร”
พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงสอนว่า “การสะสมทรัพย์สมบัติไว้โดยมิได้ใช้ประโยชน์ ย่อมเป็นเหมือนการขุดบ่อแต่ไม่ยอมตักน้ำมาใช้ เมื่อถึงคราวจำเป็น ก็ย่อมไม่มีน้ำให้ดื่ม”
“ท่านจงระลึกถึงบุญที่ภรรยาของท่านได้กระทำไว้ เมื่อมีโอกาส จงตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลนั้นให้แก่ตนเอง”
พราหมณ์พิลักขะ ได้ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลที่ภรรยาได้ทำไว้ให้แก่ตนเอง ผลแห่งบุญนั้น ได้ช่วยบรรเทาโทษในนรกของเขาลงไปได้บ้าง
แต่ด้วยกรรมที่เขาได้กระทำไว้ ก็ยังคงต้องรับโทษต่อไป
ส่วนภรรยาของพราหมณ์ เมื่อได้ไปเกิดในสวรรค์ ก็มีจิตระลึกถึงบุญคุณของสามี จึงได้อธิษฐานขอให้ตนเองได้ลงมาเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ เพื่อจะได้ชักนำให้สามีกลับตัวกลับใจ
เมื่อภรรยาของพราหมณ์ได้จุติจากสวรรค์ ก็มาปฏิสนธิเป็นธิดาของพราหมณ์พิลักขะ
เมื่อธิดาเติบโตขึ้น นางก็มีนิสัยอ่อนโยน มีเมตตาจิตยิ่งกว่ามารดาเดิม จึงพยายามชักชวนบิดาให้ทำบุญให้ทานอยู่เสมอ
“ท่านพ่อ เจ้าคะ วันนี้มีภิกษุมาบิณฑบาต โปรดให้ข้าได้ทำบุญเถิดเจ้าค่ะ”
ครั้งนี้ พราหมณ์พิลักขะ เมื่อเห็นหน้าบุตรสาวที่เหมือนมารดาของตน ก็รู้สึกอ่อนใจ และยอมให้บุตรสาวนำอาหารไปใส่บาตร
เมื่อธิดาได้ทำบุญ ก็ได้อุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดา
เมื่อพราหมณ์พิลักขะตายไปอีกครั้ง จิตของเขาก็ได้ไปเกิดเป็นสุนัขในบ้านของธิดาของตน
ธิดาของพราหมณ์ ก็ยังคงเลี้ยงดูสุนัขตัวนั้นด้วยความเมตตา และเมื่อได้ทำบุญ ก็อุทิศส่วนกุศลให้สุนัขตัวนั้น
เมื่อสุนัขตัวนั้นตายไป ก็ได้ไปเกิดในเทวโลก
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความตระหนี่ถี่เหนียว เป็นอกุศลกรรมที่ทำให้ตกไปสู่อบายภูมิ การทำบุญให้ทานด้วยจิตใจที่เลื่อมใส เป็นบุญกุศลที่ส่งผลให้เกิดในภพภูมิที่ดี และยังสามารถช่วยบรรเทาโทษจากกรรมเก่าได้อีกด้วย
— In-Article Ad —
ความตระหนี่เป็นกิเลสที่นำไปสู่อบายภูมิ การทำบุญให้ทานด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์และเลื่อมใส ย่อมได้รับผลบุญอันยิ่งใหญ่ และสามารถช่วยบรรเทาโทษจากกรรมเก่าได้
บารมีที่บำเพ็ญ: ทานบารมี
— Ad Space (728x90) —
314จตุกกนิบาตคิริมานันทชาดก ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในพระนครเวสาลีอันรุ่งเรือง มีพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น พร...
💡 ความงามที่แท้จริงนั้น ย่อมอยู่ที่จิตใจอันบริสุทธิ์ การทำหน้าที่อันดีงาม และการเป็นที่รักของผู้อื่น รูปกายภายนอกนั้นย่อมมีความเสื่อมไปตามกาลเวลา
258ติกนิบาตนฬกชาดก (ครั้งที่ 2) กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ สองกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ นามว่...
💡 ความเพียรพยายามและความฉลาดในการแก้ไขปัญหา ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การทำบุญกุศลย่อมส่งผลดีในภพปัจจุบันและภพต่อไป
41เอกนิบาตสารภังคชาดก ณ แคว้นมคธ อันเป็นที่ตั้งแห่งเมืองราชคฤห์อันรุ่งเรือง สมัยพุทธกาล ที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรง...
💡 สารภังคชาดกสอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของปัญญา การศึกษาเล่าเรียน และการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น นอกจากนี้ยังสอนให้เห็นถึงความซื่อสัตย์สุจริต การมีเมตตาธรรม การให้อภัย และการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ แม้จะถูกใส่ร้ายป้ายสี ก็ต้องยืนหยัดในความถูกต้อง
16เอกนิบาตสิริชาดก ในสมัยโบราณกาล ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง กาลครั้งหนึ่ง มีพระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นพราหมณ์ผู้...
💡 ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นเครื่องมืออันทรงพลัง ที่สามารถขจัดความทุกข์ และนำพาชีวิตไปสู่ความสุขที่แท้จริง การช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์แก่ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างบุญบารมี และความสุขแก่ตนเองอีกด้วย
35เอกนิบาตกุมารชาดกณ ดินแดนชมพูทวีป อันรุ่มรวยด้วยพระพุทธศาสนา ณ เมืองสาวัตถี มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่าโชติปาละ ...
💡 การให้ทานย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ ถึงแม้จะลำบากเพียงใดก็ตาม การเสียสละเพื่อผู้อื่นย่อมได้รับผลบุญอันประเสริฐ
47เอกนิบาตโภชชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสี มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าพรหมทัต ทรง...
💡 ความไม่รู้จักพอในกามคุณ ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น การรู้จักประมาณตน การมีเมตตาธรรม และการแบ่งปัน คือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง
— Multiplex Ad —