
กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ สองกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ นามว่า พระเจ้านันทิยะ และพระเจ้านาคเสน ทรงครองราชย์ร่วมกันด้วยความผาสุก พระองค์ทั้งสองทรงมีพระราชดำริที่จะประกอบสัมมาปฏิบัติ สร้างบุญบารมีให้แก่แผ่นดิน และทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง
ในครานั้น พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระราชโอรสของพระเจ้านันทิยะ ทรงพระนามว่า พระกุมารนามว่า "นฬกุมาร" ส่วนพระเจ้านาคเสนนั้น ทรงมีพระราชโอรสองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า "พระกุมารนามว่า จันทกุมาร" ทั้งสองพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้นมาพร้อมกัน ทรงได้รับการศึกษาอบรมอย่างดีเยี่ยม ทั้งในด้านการปกครอง การทหาร และศิลปวิทยาต่างๆ
วันหนึ่ง พระเจ้านันทิยะและพระเจ้านาคเสนทรงปรารภถึงเรื่องการสร้างพระเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ทรงดำริว่า "เราทั้งสองควรจะสร้างพระเจดีย์อันยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธองค์ และเพื่อเป็นบุญเป็นกุศลแก่เราทั้งปวง" พระมหากษัตริย์ทั้งสองทรงมีพระราชศรัทธาแรงกล้า จึงทรงเริ่มการก่อสร้างพระเจดีย์อย่างใหญ่โต
ในการก่อสร้างครั้งนี้ ต้องใช้เสาหินอันแข็งแกร่งจำนวนมาก เพื่อเป็นโครงสร้างรองรับพระเจดีย์อันสูงตระหง่าน เหล่าช่างหลวงทั้งหลายได้ค้นหาเสาหินที่ดีที่สุดจากทั่วสารทิศ แต่ก็ยังไม่พบเสาหินที่ตรงตามพระราชประสงค์
วันหนึ่ง ขณะที่เหล่าเสนาอำมาตย์กำลังหารือกันถึงปัญหาเรื่องเสาหินนั้น พระกุมารนฬกุมาร ทรงประทับฟังอยู่ด้วย ทรงตรัสขึ้นว่า "ท่านทั้งหลาย อย่าได้กังวลไปเลย ข้าพเจ้าทราบดีว่ามีเสาหินอันเลอค่าอยู่ที่ภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่" ทรงเล่าถึงลักษณะของภูเขา และลักษณะของเสาหินนั้นอย่างละเอียด
เหล่าเสนาอำมาตย์ต่างประหลาดใจในความรู้ของพระกุมาร จึงนำความไปกราบทูลพระมหากษัตริย์ทั้งสอง พระเจ้านันทิยะและพระเจ้านาคเสน ทรงมีพระราชดำริว่า "ถ้าเป็นเช่นนั้น เราควรจะส่งผู้คนไปสำรวจดู" จึงทรงโปรดให้เหล่าเสนาอำมาตย์นำกำลังพลและช่างฝีมือไปค้นหาตามที่พระกุมารนฬกุมารได้ทรงบอกเล่า
เมื่อคณะเดินทางไปถึงภูเขาที่พระกุมารนฬกุมารทรงบอกเล่า ก็พบว่ามีเสาหินตามที่ทรงพรรณนาไว้จริงๆ เสาหินนั้นมีลักษณะพิเศษ คือ มีความแข็งแกร่ง ทนทาน และมีขนาดเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการนำไปใช้สร้างพระเจดีย์
เหล่าช่างฝีมือได้เริ่มทำการตัดและขนย้ายเสาหินเหล่านั้นมายังสถานที่ก่อสร้างอย่างยากลำบาก แต่ด้วยความเพียรพยายาม และด้วยพระบารมีของพระกุมารนฬกุมาร การก่อสร้างพระเจดีย์ก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น
เมื่อพระเจดีย์ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ ก็เกิดปัญหาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คือ การหา "แผ่นทองเหลือง" ที่มีความหนาและขนาดใหญ่พอ เพื่อนำไปปิดยอดพระเจดีย์
เหล่าช่างฝีมือต่างพากันกลุ้มใจ เพราะไม่สามารถหาแผ่นทองเหลืองที่ตรงตามความต้องการได้เลย พระเจดีย์ที่กำลังจะสำเร็จกลับต้องมาหยุดชะงัก
ในยามวิกฤตนี้เอง พระกุมารจันทกุมาร ทรงมีพระราชดำริขึ้นว่า "ข้าพเจ้าทราบดีว่า ที่เมืองไกลโพ้นแห่งหนึ่ง มีโรงหล่อทองเหลืองขนาดใหญ่ ซึ่งมีแผ่นทองเหลืองที่เลอค่าอยู่หลายแผ่น" ทรงบรรยายถึงลักษณะของเมือง และโรงหล่อทองเหลืองนั้นอย่างชัดเจน
เมื่อเหล่าเสนาอำมาตย์ได้ยินเช่นนั้น ก็รีบนำความไปกราบทูลพระมหากษัตริย์ทั้งสอง พระเจ้านันทิยะและพระเจ้านาคเสน ทรงปลาบปลื้มในพระปรีชาญาณของพระกุมารทั้งสอง และทรงโปรดให้จัดคณะเดินทางไปยังเมืองที่พระกุมารจันทกุมารทรงกล่าวถึง
คณะเดินทางได้พบกับโรงหล่อทองเหลืองตามที่พระกุมารจันทกุมารทรงบอกเล่าจริงๆ และได้แผ่นทองเหลืองอันเลอค่ามาปิดยอดพระเจดีย์จนสำเร็จบริบูรณ์
เมื่อพระเจดีย์สร้างเสร็จแล้ว พระมหากษัตริย์ทั้งสอง ทรงจัดงานฉลองอย่างใหญ่โต และทรงตรัสสรรเสริญพระปรีชาสามารถของพระกุมารนฬกุมาร และพระกุมารจันทกุมาร ที่ทรงช่วยเหลือให้การก่อสร้างพระเจดีย์สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
เหตุการณ์นี้เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งแคว้นมคธ ประชาชนต่างแซ่ซ้องสรรเสริญในพระปรีชาญาณของพระกุมารทั้งสอง และต่างตั้งมั่นในการประกอบบุญกุศล
วันหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงอุบัติขึ้นในโลก และทรงสั่งสอนธรรมะแก่เวไนยสัตว์ ในครานั้น พระเจ้านันทิยะ และพระเจ้านาคเสน ได้ทรงพบพระพุทธองค์ และทรงเลื่อมใสในพระธรรมคำสอนเป็นอย่างยิ่ง
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่พระมหากษัตริย์ทั้งสอง และตรัสถึงอดีตชาติของพระองค์เอง ว่า:
"ดูก่อนกษัตริย์ทั้งหลาย ชนทั้งสองนั้น คือ เราตถาคตเองในกาลก่อน ได้เกิดเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าใหญ่ ทรงเป็นนักบวชผู้มีความเพียร มีจิตอันตั้งมั่นในคุณธรรม
ในคราวนั้น มีสระโบกขรณีใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีดอกบัวหลวงสีขาวบริสุทธิ์ บานสะพรั่งงดงาม แต่ดอกบัวเหล่านั้น กลับถูกสัตว์ร้ายคอยหวงแหน และไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้
เราตถาคต ในกาลนั้น ทรงดำริว่า 'เราควรจะหาดอกบัวอันบริสุทธิ์เหล่านี้ ไปถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะอุบัติขึ้นในอนาคตกาล'
เราตถาคต จึงได้ใช้เวลาหลายปี ในการพยายามหาวิธีที่จะเข้าถึงดอกบัวเหล่านั้น โดยมิได้ทำร้ายสัตว์ร้าย และมิได้ทำให้ดอกบัวเสียหาย
เราตถาคต ได้สังเกตพฤติกรรมของสัตว์ร้ายเหล่านั้น และได้ศึกษาธรรมชาติของดอกบัว
จนกระทั่งวันหนึ่ง เราตถาคต พบว่า สัตว์ร้ายเหล่านั้น มีความกลัวแสงแดดจัดเป็นอย่างมาก
เราตถาคต จึงตัดสินใจ รอจนถึงเวลาเที่ยงวัน ซึ่งเป็นเวลาที่แสงแดดร้อนแรงที่สุด
เมื่อสัตว์ร้ายเหล่านั้น หลบซ่อนตัวอยู่ในที่ร่มแล้ว เราตถาคต จึงรีบเข้าไปเก็บดอกบัวสีขาวเหล่านั้น อย่างรวดเร็ว
เราตถาคต ทรงนำดอกบัวเหล่านั้น กลับไปบ้าน และทรงบำรุงรักษาอย่างดี
ในกาลต่อมา เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น เราตถาคต ได้นำดอกบัวอันบริสุทธิ์เหล่านั้นไปถวายแด่พระองค์
การกระทำในครั้งนั้น เป็นการบำเพ็ญทานบารมี และเป็นการแสดงถึงความอดทน ความเพียรพยายาม และความฉลาดในการแก้ไขปัญหา
ส่วนกษัตริย์ทั้งสอง ผู้กำลังฟังธรรมอยู่ในขณะนี้ คือ เราตถาคตเอง ที่ได้บำเพ็ญบุญร่วมกับพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ
พระกุมารนฬกุมาร ที่ท่านเห็นในกาลครั้งนั้น คือ พระภิกษุชื่อ โลหิจฉะ
และพระกุมารจันทกุมาร ที่ท่านเห็นในกาลครั้งนั้น คือ พระภิกษุชื่อ สุธรรม
ทั้งสามพระองค์ ได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศล และได้ร่วมกันสร้างบุญบารมีมาหลายภพหลายชาติ
การที่เราได้พบพระพุทธเจ้า และได้ฟังธรรมะในชาตินี้ ก็เป็นผลบุญอันเนื่องมาจากการบำเพ็ญกุศลในอดีตชาติ
ดังนั้น ขอให้ท่านทั้งหลาย จงตั้งมั่นในการทำความดี สร้างบุญบารมี อย่าได้ย่อท้อ
แม้บางครั้ง อาจจะประสบอุปสรรค หรือปัญหา แต่หากมีความเพียรพยายาม และมีปัญญา ก็ย่อมจะสามารถแก้ไข และประสบความสำเร็จได้
การทำบุญกุศลนั้น ย่อมส่งผลให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญ และเป็นไปเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ในที่สุด"
เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจบ พระเจ้านันทิยะ และพระเจ้านาคเสน พร้อมด้วยเหล่าเสนาอำมาตย์ และประชาชนทั้งหลาย ต่างซาบซึ้งในพระธรรมคำสอน และได้ตั้งมั่นในการประพฤติปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้น
พระกุมารนฬกุมาร และพระกุมารจันทกุมาร เมื่อทรงได้สดับเรื่องราวในอดีตชาติ ก็ยิ่งทรงตั้งมั่นในการทำความดี และทรงเป็นแบบอย่างอันดีงามแก่เหล่าชนทั้งหลาย
เรื่องราวของนฬกชาดกนี้ จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงผลแห่งการกระทำในอดีต และเป็นกำลังใจให้เราสร้างบุญสร้างกุศลในปัจจุบัน เพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้น
ความเพียรพยายามและความฉลาดในการแก้ไขปัญหา ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การทำบุญกุศลย่อมส่งผลดีในภพปัจจุบันและภพต่อไป
ความอดทน ความเพียรพยายาม ปัญญา ความเสียสละ และทานบารมี
— In-Article Ad —
ความเพียรพยายามและความฉลาดในการแก้ไขปัญหา ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การทำบุญกุศลย่อมส่งผลดีในภพปัจจุบันและภพต่อไป
บารมีที่บำเพ็ญ: ความอดทน ความเพียรพยายาม ปัญญา ความเสียสละ และทานบารมี
— Ad Space (728x90) —
461เอกาทสกนิบาตมหาปัญจสิขชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ นครพาราณสี อันรุ่งเรืองด้วยการค้าและวัฒนธรรม พระราชาผู้เปี่ยม...
💡 การใช้ปัญญาแก้ไขปัญหา ย่อมดีกว่าการใช้กำลัง และการละทิ้งความชั่วร้ายกลับสู่คุณธรรม คือหนทางแห่งการหลุดพ้น.
421อัฏฐกนิบาตมหาวนิชชาดกในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองสาวัตถีอันรุ่งเรือง นครที่เคยเปี่ยมด้วยเสียงหัวเราะและรอย...
💡 ความกล้าหาญ ความเพียร และสติปัญญา นำไปสู่ชัยชนะ
371ปัญจกนิบาตสิริชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นสุน...
💡 ความโลภย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อน การแบ่งปันและการอยู่ร่วมกันด้วยปัญญาและความเข้าใจ เป็นหนทางสู่ความสุขที่ยั่งยืน
408สัตตกนิบาตสั กกรปูชกชาดกณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันงดงาม อากาศแจ่มใส เสียงพิณทิพย์บรรเลงขับกล่อม ท่ามกลางหมู่เทวดา...
💡 การกระทำเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต การบำเพ็ญความดีงามและมีปัญญา ย่อมนำไปสู่สุคติ
390ฉักกนิบาตปุนนะชาดกในยุคสมัยที่เหล่าพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมี เพื่อการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งนี้ ...
💡 การมีเมตตาจิตและช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมส่งผลดีกลับคืนมาอย่างคาดไม่ถึง.
316จตุกกนิบาตภารทวาชชาดก ณ แคว้นโกศล อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหารและผู้คนอันมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ณ นครสาวั...
💡 ความรู้ทางวิชาการหรือพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว ย่อมไม่สามารถนำพาไปสู่ความหลุดพ้น หรือความสุขที่แท้จริงได้ หากปราศจากซึ่งคุณธรรมพื้นฐาน เช่น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา การยึดติดในอัตตาและความรู้ของตนเอง จะเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาจิตใจ
— Multiplex Ad —