
ณ แคว้นมคธอันอุดมสมบูรณ์ ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นมนุษย์ มีเศรษฐีผู้หนึ่งนามว่า สุวรรณกติกะ เป็นมหาเศรษฐีผู้มีทรัพย์สมบัติมากมายเหลือคณานับ หาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก ท่านมีเรือนหออันโอ่อ่าตระหง่านตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองเวสาลี ประดับประดาด้วยรัตนะอันมีค่าต่างๆ บ้านเรือนของท่านเต็มไปด้วยข้ารับใช้ ทาสี ทาสชาย มากมายจนนับไม่ถ้วน ร่ำรวยถึงเพียงนี้แล้ว แต่สุวรรณกติกะกลับเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวอย่างที่สุด ไม่เคยยินดีกับการบริจาคทานเลยแม้แต่น้อย ทรัพย์สมบัติที่หามาได้ก็เก็บงำไว้ในหีบในคลัง ไม่เคยคิดที่จะแบ่งปันให้แก่ผู้ใด
วันหนึ่ง สุวรรณกติกะได้มีโอกาสไปเข้าเฝ้าพระราชา สุวรรณกติกะสวมใส่เครื่องประดับอันวิจิตรบรรจง ท่ามกลางขบวนเสด็จอันยิ่งใหญ่ จนผู้คนต่างพากันเหลียวมองด้วยความชื่นชม ในขณะนั้นเอง พระราชาทรงมีรับสั่งให้สุวรรณกติกะเล่าถึงความร่ำรวยและทรัพย์สินที่ท่านมี
"ท่านเศรษฐีสุวรรณกติกะ ท่านมีทรัพย์สมบัติมากมายเพียงใดเล่า จงเล่าให้เราฟังเถิด เราได้ยินกิตติศัพท์ความมั่งคั่งของท่านมานานแล้ว"
สุวรรณกติกะตอบรับพระบัญชาด้วยความภาคภูมิใจ
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล เกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้ ข้าพระองค์มีทองคำจำนวนมากจนสามารถหลอมเป็นเส้นไหมถักทอเป็นอาภรณ์ได้ มีเงินตราที่กองพะเนินเทินทึกจนสามารถสร้างเป็นภูเขาได้ มีข้าวเปลือกที่เก็บสะสมไว้จนเต็มยุ้งฉางสามารถหล่อเลี้ยงผู้คนได้ทั้งเมือง ข้าพระองค์มีทรัพย์สินที่หากแม้แต่จะนับก็คงจะนับไม่ถ้วน"
เมื่อพระราชาทรงได้ฟังดังนั้น ก็ทรงประทับใจในความร่ำรวยของสุวรรณกติกะเป็นอย่างยิ่ง แต่ขณะเดียวกัน พระราชาทรงสังเกตเห็นแววตาแห่งความตระหนี่ในดวงตาของสุวรรณกติกะ พระราชาทรงมีพระดำริว่า ทรัพย์สมบัติอันมากมายนี้ หากมิได้รับการแบ่งปัน ก็ย่อมเป็นเพียงกองสมบัติที่ไร้ประโยชน์
วันเวลาผ่านไป สุวรรณกติกะก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่กับกองทรัพย์สมบัติของตนเอง ไม่เคยคิดที่จะแบ่งปันให้แก่ผู้ใด จนกระทั่งวันหนึ่ง มีชายขอทานผู้หนึ่งเดินทางมาถึงเมืองเวสาลี ชายผู้นี้มีรูปร่างผอมโซ ผิวหนังแห้งกร้าน ดวงตาแสดงถึงความหิวโหยและความสิ้นหวัง เขาเดินโซซัดโซเซไปตามถนน มองหาเศษอาหารเพียงเล็กน้อยประทังชีวิต
เมื่อเขาเดินมาถึงหน้าบ้านของสุวรรณกติกะ เขาก็เห็นถังข้าวขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมรั้ว ด้วยความหิวโซ เขาจึงรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้าย คลานเข้าไปใกล้ถังข้าว หวังเพียงจะได้เศษข้าวสักเม็ดสักหน่วย
แต่ในขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปตักข้าว ทหารยามของสุวรรณกติกะก็วิ่งกรูกันออกมา
"เจ้าพวกขี้ขโมย! กล้าดียังไงมาขโมยข้าวของท่านเศรษฐี! จงไปให้พ้น!"
ทหารยามผลักไสชายขอทานออกไปอย่างแรง จนชายผู้นั้นล้มกลิ้งไปบนพื้น ทรัพย์สมบัติที่ทหารยามถืออยู่ก็หล่นกระจายไปทั่ว
สุวรรณกติกะที่กำลังยืนมองเหตุการณ์อยู่จากระเบียงชั้นบน เห็นดังนั้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
"พวกเจ้าทำอะไรกัน! ปล่อยให้ไอ้ขี้ยาพวกนี้มาทำลายข้าวของของข้าได้อย่างไร! จับมันมาลงโทษให้สาสม!"
ทหารยามรีบจับกุมชายขอทานมาไถ่ถาม และเมื่อเห็นว่าชายผู้นี้ไม่มีทรัพย์สินติดตัวเลยแม้แต่น้อย สุวรรณกติกะจึงสั่งให้โบยตีเขาอย่างโหดเหี้ยม
ชายขอทานผู้ถูกลงโทษอย่างไม่เป็นธรรม ทนทุกข์ทรมานอยู่พักใหญ่ ก่อนจะจากไปอย่างอนาถ
ในขณะที่ชายขอทานกำลังจะสิ้นใจ เขาก็ได้อธิษฐานในใจ
"ข้าพเจ้าถูกคนรังแก ถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายเพราะความตระหนี่ของคนผู้นี้ ข้าพเจ้าขออธิษฐานว่า หากข้าพเจ้าได้เกิดใหม่ในภพภูมิใดก็ตาม ขอให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสแก้แค้นคนผู้นี้ และขอให้คนผู้นี้ได้รับผลกรรมอันสาสม"
เมื่อสุวรรณกติกะได้ยินคำอธิษฐานของชายขอทาน เขาก็ยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียน
"หึ! คิดจะมาแก้แค้นข้าอย่างนั้นหรือ! ข้าไม่เคยกลัวใครทั้งนั้น!"
ไม่นานนัก สุวรรณกติกะก็ป่วยหนัก
ก่อนที่ท่านจะสิ้นลมหายใจ ท่านได้เรียกญาติสนิทมิตรสหายมาประชุม
"พวกเจ้า จงจำไว้ว่า ทรัพย์สมบัติที่ข้าหามาได้นี้ จงรักษาไว้ให้ดี อย่าได้ให้ใครมาเบียดเบียน จงเก็บงำไว้ให้มิดชิด และอย่าได้ให้ใครมาขอแบ่งปันเด็ดขาด"
เมื่อสุวรรณกติกะสิ้นใจไปแล้ว ร่างของท่านก็ถูกนำไปเผาอย่างเร่งรีบ แต่ด้วยกรรมที่ท่านได้กระทำไว้ เหตุการณ์อันน่าประหลาดก็เกิดขึ้น
ทันทีที่ไฟไหม้ร่างของสุวรรณกติกะ ท้องฟ้าก็พลันมืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน ลมพายุพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง ทำให้ผู้คนแตกตื่น
และทันใดนั้นเอง ฝนที่ตกลงมากลับไม่ใช่หยาดน้ำธรรมดา แต่กลับเป็นเหรียญทองคำจำนวนมหาศาล หล่นลงมาจากฟากฟ้า
ผู้คนในเมืองเวสาลีต่างพากันวิ่งออกมาเก็บเหรียญทองคำด้วยความดีใจ
ส่วนสุวรรณกติกะ เมื่อสิ้นชีวิตลงแล้ว ด้วยผลแห่งกรรมอันตระหนี่ของท่าน ท่านได้ไปเกิดในนรกภูมิ
ในนรกภูมิ สุวรรณกติกะต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกลงโทษอย่างแสนสาหัส
ส่วนชายขอทานที่ถูกสุวรรณกติกะรังแก ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ภูมิ
วันเวลาผ่านไปอีกครั้งหนึ่ง บนโลกมนุษย์ ปรากฏบุรุษผู้หนึ่งนามว่า สุวรรณกติกะ (ชื่อเดียวกันกับเศรษฐีเดิม) เขาเป็นบุตรของพ่อค้าผู้ร่ำรวย แต่สุวรรณกติกะผู้นี้กลับแตกต่างจากเศรษฐีคนก่อนอย่างสิ้นเชิง เขาเป็นผู้มีจิตใจอันเปี่ยมด้วยเมตตา มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
สุวรรณกติกะผู้นี้มีข่าวลือว่าท่านมีทรัพย์สมบัติที่ซ่อนอยู่มากมาย จนสามารถหล่อเลี้ยงผู้คนได้ทั้งเมือง
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ชายขอทานในชาติก่อนที่ไปเกิดบนสวรรค์ ก็ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ในตระกูลที่ยากจนข้นแค้น
วันหนึ่ง ชายขอทานผู้นี้ได้ทราบข่าวเกี่ยวกับสุวรรณกติกะผู้ใจบุญ เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปยังบ้านของสุวรรณกติกะ เพื่อขอความช่วยเหลือ
เมื่อเขามาถึงบ้านของสุวรรณกติกะ เขาก็พบกับขบวนการแจกทานอันยิ่งใหญ่
สุวรรณกติกะกำลังแจกจ่ายอาหาร เสื้อผ้า และเงินทอง ให้แก่ผู้คนมากมาย
ชายขอทานผู้นี้เมื่อได้เห็นภาพดังกล่าว ก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
"นี่ข้ามาถูกที่แล้วหรือ? เหตุใดท่านผู้นี้จึงได้ใจบุญถึงเพียงนี้?"
เขาจึงได้เข้าไปใกล้สุวรรณกติกะ
"ท่านผู้ใจบุญ ข้าพเจ้าเป็นขอทานที่สิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน ขอได้โปรดสงเคราะห์ข้าพเจ้าด้วยเถิด"
สุวรรณกติกะมองดูชายขอทานด้วยความสงสาร
"ท่านผู้ยากไร้ อย่าได้กังวลไปเลย ท่านมาถูกที่แล้ว วันนี้ข้ากำลังแจกจ่ายทานแก่ผู้คนทั้งหลาย จงรับเอาอาหารและสิ่งของเหล่านี้ไปเถิด"
สุวรรณกติกะได้ให้ข้าวปลาอาหาร และเสื้อผ้าแก่ชายขอทานผู้นั้น
เมื่อชายขอทานได้รับความช่วยเหลือจากสุวรรณกติกะ เขาก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง
เขาได้กราบขอบพระคุณสุวรรณกติกะ
"ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณท่านผู้ใจบุญเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้ช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้"
เมื่อชายขอทานผู้นั้นกลับไปแล้ว สุวรรณกติกะก็ยังคงแจกจ่ายทานต่อไป
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เหล่าเทวดาบนสวรรค์ก็กำลังเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่
เทวดาองค์หนึ่งได้กล่าวขึ้น
"ท่านทั้งหลาย จงดูเถิด สุวรรณกติกะผู้นี้ มีทรัพย์สมบัติมากมายเพียงใด แต่เขากลับใช้ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นเพื่อบำเพ็ญทานบารมีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย"
อีกองค์หนึ่งกล่าวเสริม
"ใช่แล้ว การกระทำของเขานี้ ย่อมเป็นที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง"
เรื่องราวของสุวรรณกติกะผู้ใจบุญ ได้ขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ ผู้คนต่างพากันยกย่องสรรเสริญในความดีงามของท่าน
ส่วนสุวรรณกติกะในชาติก่อน ที่เคยเป็นเศรษฐีตระหนี่ เมื่อได้ไปเกิดในนรกภูมิ ก็ยังคงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่
วันหนึ่ง ขณะที่สุวรรณกติกะในชาติเดิมกำลังถูกทรมานอยู่ในนรกภูมิ เขาก็พลันได้ยินเสียงร่ำร้องของผู้คนมากมาย
เขาเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเหล่าเทวดากำลังส่องแสงเจิดจรัส
ในขณะนั้นเอง เขาพลันนึกถึงเรื่องราวในอดีต
"นี่คือผลกรรมอันแสนสาหัสที่ข้าได้กระทำไว้เพราะความตระหนี่ของเราเอง"
เขาได้ยินเสียงจากสวรรค์
"สุวรรณกติกะเอ๋ย ท่านได้กระทำกรรมอันเลวร้ายไว้มากนัก ด้วยความตระหนี่ของท่าน ท่านจึงต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่ ณ ที่นี้"
เมื่อสุวรรณกติกะในชาติเดิม ได้ยินดังนั้น เขาก็ยิ่งสำนึกผิด
แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง บุรุษผู้มีนามว่า สุวรรณกติกะ ในชาติปัจจุบัน ก็ยังคงดำเนินชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์
เขาได้มอบทรัพย์สมบัติอันมากมายของตนให้แก่ผู้คนอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน
เขาได้สร้างโรงทาน สร้างวัดวาอาราม และช่วยเหลือผู้ที่ตกยาก
ผู้คนต่างพากันยกย่องท่านเป็น "สุวรรณทิฏฐิ" คือผู้ที่มีทิฏฐิอันประเสริฐ
ในที่สุด เมื่อสุวรรณกติกะผู้ใจบุญในชาตินี้ ได้สิ้นชีวิตลง เขาก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ภูมิ
ส่วนสุวรรณกติกะในชาติเดิม ซึ่งยังคงติดอยู่ในนรกภูมิ ก็พลันได้ยินเสียงสวรรค์
"สุวรรณกติกะเอ๋ย จงพิจารณาการกระทำของเจ้าในอดีต และจงดูการกระทำของสุวรรณกติกะในชาตินี้ ท่านได้ใช้ทรัพย์สมบัติอันมากมายนั้นเพื่อการกุศล สร้างประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น"
สุวรรณกติกะในชาติเดิม ได้มองเห็นภาพของสุวรรณกติกะในชาติปัจจุบัน กำลังแจกจ่ายทานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เขาพลันสำนึกได้ว่า ความตระหนี่คือมารร้ายที่ทำให้ชีวิตพบแต่ความทุกข์
ส่วนการให้ทาน คือหนทางสู่ความสุขและความเจริญ
เมื่อสุวรรณกติกะในชาติเดิม เห็นดังนั้น ก็พลันจิตใจสงบลง
เขาจึงได้กล่าวขึ้น
"ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว ด้วยความตระหนี่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่นี้"
และด้วยการที่เขาได้ระลึกถึงความดีงามของผู้อื่น และสำนึกผิดในบาปที่ตนเองได้กระทำไว้
กรรมที่สุวรรณกติกะในชาติเดิมได้กระทำไว้ก็เริ่มเบาบางลง
ในที่สุด สุวรรณกติกะในชาติเดิม ก็ได้พบกับหนทางแห่งการพ้นทุกข์
และสุวรรณทิฏฐิชาดกนี้ ก็จบลงด้วยการสอนให้เห็นถึงผลแห่งกรรม
ความตระหนี่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ การให้ทานเป็นการสร้างบุญบารมี อันจะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ
ทานบารมี
— In-Article Ad —
ความตระหนี่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ การให้ทานเป็นการสร้างบุญบารมี อันจะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ
บารมีที่บำเพ็ญ: ทานบารมี
— Ad Space (728x90) —
401สัตตกนิบาตกุมภชาดก: การควบคุมตนเอง ในอดีตกาล เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงเวียนว่ายอยู่ในชาติภพอันยาวนาน และทรงบำเพ็ญ...
💡 การควบคุมตนเองเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการดำรงชีวิต หากเราสามารถควบคุมกิเลสตัณหา ความโกรธ ความโลภ และความหลงได้ เราก็จะพบกับความสุขที่แท้จริง ความสงบในจิตใจนั้น สำคัญกว่าทรัพย์สินเงินทองใดๆ
223ทุกนิบาตกุกกุรชาดก (ครั้งที่ 2) ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสุนัขจิ้งจอก ในป่าอั...
💡 การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเมตตาและเสียสละ แม้ตนเองจะลำบาก ก็ย่อมได้รับผลบุญอันประเสริฐ และความดีงามนั้น จะนำพามาซึ่งความสงบสุข และความเคารพจากผู้อื่น
97เอกนิบาตปุราณหังสชาดกณ เมืองสาวัตถี ขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร ทรงมีพระพุทธดำรัสถ...
💡 ความเฉลียวฉลาดและความซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมที่ประเสริฐ การกระทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ย่อมนำมาซึ่งสิ่งดีงาม
107เอกนิบาตสิริมานทกชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง พระเจ้าพรหมทัตทรงครองราชสมบัติด้วย...
💡 ความเย่อหยิ่งและความดูหมิ่นผู้อื่นเป็นกิเลสที่อันตราย สามารถนำพาไปสู่ความตกต่ำได้ หากไม่หมั่นพิจารณาตนเองและปรับปรุงแก้ไข
85เอกนิบาตมหาอุตรชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันเป็นปึกแผ่นและร่มเย็นภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพร...
💡 ความเมตตา กรุณา และการเสียสละ คือสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิต การช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตใดก็ตาม ย่อมเป็นการบำเพ็ญบารมีที่ประเสริฐ และนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง
82เอกนิบาตติวิชชาดก ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี มีพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์อันมั่งคั่ง เพียบพร้อมด...
💡 การใช้ปัญญาและความรู้ที่ได้รับมานั้น หากปราศจากคุณธรรมและความเมตตา จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย และก่อให้เกิดผลร้ายแก่ตนเองและผู้อื่น
— Multiplex Ad —