
ณ เมืองสาวัตถี อันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า ครั้งนั้น พระองค์ทรงปรารภถึงพระราชาผู้ทรงปรีชาสามารถในการปกครอง แต่กลับมีเรื่องราวอันน่าเศร้าในบั้นปลาย ทรงจึงทรงแสดงธรรมเทศนาอันเป็นเรื่องราวของมหาปังกาฬิกชาดก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระมหาปังกาฬิกะ กษัตริย์แห่งเมืองกาสิกราช ทรงเป็นพระราชาผู้ทรงคุณธรรม ปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม สร้างความผาสุกสงบร่มเย็นให้แก่แว่นแคว้นอย่างยิ่ง ทรงมีพระมเหสีอันเป็นที่รักยิ่ง และมีพระราชโอรสธิดาอันน่ารักหลายพระองค์ ชีวิตของพระองค์เต็มไปด้วยความสุขเกษมสันต์
วันหนึ่ง ขณะที่พระองค์ประทับอยู่บนพระแท่นบรรทม ทรงระลึกถึงบุพกรรมเก่าที่เคยทรงเคยกระทำไว้ในอดีตชาติ ในชาติก่อนนั้น พระองค์ทรงเกิดเป็นพราหมณ์หนุ่มผู้ยากไร้ อาศัยอยู่ริมแม่น้ำคงคา มีจิตใจเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้อื่น วันหนึ่ง ขณะที่กำลังนั่งพักผ่อนริมฝั่งแม่น้ำ ก็ได้พบกับชายชราคนหนึ่ง กำลังนั่งทุกข์ระทม ร้องไห้ฟูมฟายด้วยความสิ้นหวัง
“ท่านลุง เหตุใดจึงมีทุกข์ถึงเพียงนี้เล่า” พราหมณ์หนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสาร
ชายชราเงยหน้าขึ้นมอง พร้อมน้ำตาที่ยังรินไหล “อนิจจา! ข้าพเจ้าเป็นพ่อค้าเดินทางมาจนสิ้นเนื้อประดาตัว เรือสำเภาที่บรรทุกสินค้าของข้าพเจ้าก็อับปางลงในแม่น้ำ คงเหลือแต่ตัวข้าพเจ้าที่รอดชีวิตมาได้ แต่ก็ไม่มีสิ่งใดติดตัวเลย ข้าพเจ้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด จะกลับบ้านได้อย่างไร”
พราหมณ์หนุ่มได้ฟังดังนั้น ก็เกิดความสงสารจับใจ จึงกล่าวปลอบโยน “ท่านลุง อย่าเพิ่งหมดหวังไปเลย ข้าพเจ้าแม้จะยากจน แต่ก็ยังมีข้าวปลาอาหารพอประทังชีวิตอยู่บ้าง หากท่านลุงไม่รังเกียจ ขอท่านจงมาอาศัยอยู่กับข้าพเจ้าก่อน จนกว่าจะตั้งตัวได้ใหม่”
ชายชราดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้พบคนมีน้ำใจ จึงตอบรับคำเชิญ และได้อาศัยอยู่กับพราหมณ์หนุ่ม พราหมณ์หนุ่มก็คอยดูแลปรนนิบัติอย่างดี มิได้ขาดตกบกพร่อง วันหนึ่ง พราหมณ์หนุ่มคิดได้ว่า ตนเองมีสมบัติอยู่เพียงน้อยนิด หากจะให้ชายชราตั้งตัวใหม่ ก็คงจะยาก เขาจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปหาของป่า เพื่อนำมาขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินทอง
“ท่านลุง ข้าพเจ้าจะขอตัวไปหาของป่าสักสองสามวันนะ หากมีอะไรขาดเหลือ ก็อย่าได้เกรงใจ” พราหมณ์หนุ่มกล่าว
“ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัยนะ พราหมณ์” ชายชราตอบ
พราหมณ์หนุ่มออกเดินทางเข้าป่าลึก เขาเดินลัดเลาะไปตามลำธาร พบเจอผลไม้ป่า และสมุนไพรหายากมากมาย เขาเก็บสะสมไว้ในย่าม จนเต็มเปี่ยม เมื่อใกล้ค่ำ เขาจึงตัดสินใจพักแรมใต้ต้นไม้ใหญ่
ในขณะที่กำลังจะเข้าที่นอน เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล เมื่อมองออกไป ก็เห็นชายชราคนนั้น กำลังเดินตรงมาหาเขา พร้อมด้วยมีดเล่มใหญ่ในมือ
“ท่านลุง! ท่านมาทำอันใดที่นี่” พราหมณ์หนุ่มถามด้วยความแปลกใจ
ชายชราสบตาพราหมณ์หนุ่มด้วยแววตาอำมหิต “ข้ามาเอาชีวิตของเจ้า!”
พราหมณ์หนุ่มตกใจสุดขีด “เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้เล่า! ข้าพเจ้าอุตส่าห์ช่วยเหลือท่านแท้ๆ”
“ข้าเป็นโจร! ข้าเห็นเจ้ามีของป่ามากมาย หากนำไปขายก็คงจะได้เงินไม่น้อย ข้าจึงวางแผนจะปล้นเจ้า! แต่ข้าก็ลังเลใจอยู่บ้าง ข้าจึงมาถามเจ้าดูว่า เจ้ามีอะไรจะให้ข้าบ้าง” ชายชรากล่าว
พราหมณ์หนุ่มรู้ตัวว่าตกอยู่ในอันตราย จึงพยายามใช้สติปัญญา “ท่านลุง หากท่านจะปล้นข้าพเจ้าจริงๆ ก็ตามใจท่าน แต่ขอท่านได้โปรดฟังข้าพเจ้าสักคำหนึ่งก่อน”
“ว่ามา!”
“ท่านเห็นผลไม้ป่าเหล่านี้หรือไม่ ท่านเห็นสมุนไพรเหล่านี้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีค่า หากท่านนำไปขาย ก็จะได้เงินทองมากมาย แต่หากท่านนำไปเพียงอย่างเดียว แล้วปล่อยข้าพเจ้าไป ท่านก็จะได้เพียงสิ่งเดียว แต่ถ้าท่านไว้ชีวิตข้าพเจ้า ท่านก็จะได้ทุกอย่างนี้ไป และในอนาคต ข้าพเจ้าจะหามาให้ท่านอีกเท่าใดก็ได้” พราหมณ์หนุ่มกล่าว
ชายชราครุ่นคิดตามคำของพราหมณ์หนุ่ม เขารู้สึกละอายใจในความโลภของตนเอง ที่คิดร้ายต่อผู้มีพระคุณ เขาจึงวางมีดลง “เจ้าพูดถูก พราหมณ์ ข้าช่างโง่เขลาเสียจริงที่คิดทำร้ายเจ้า ข้าขอโทษเจ้าอย่างสุดหัวใจ”
ชายชรากล่าวขอโทษ และได้กลับใจเป็นคนดี เขาได้นำของป่าทั้งหมดไปขาย และได้เงินจำนวนมาก เขานำเงินนั้นไปตั้งตัวใหม่ และใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์สุจริต
เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงระลึกถึงเรื่องนี้ พระองค์ทรงตระหนักดีว่า แม้ในอดีต พระองค์ก็เคยผ่านความยากลำบาก และเคยพบเจอผู้คนหลากหลายรูปแบบ แต่ด้วยสติปัญญาและความไม่ประมาท พระองค์ก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคมาได้
แต่เรื่องราวของพระมหาปังกาฬิกะกลับไม่จบลงเพียงเท่านี้ เมื่อพระองค์ทรงขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งเมืองกาสิกราช ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรมอย่างดีเยี่ยม ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชายชราคนเดิม ที่เคยคิดร้ายต่อพระองค์ในชาติก่อน ได้กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง เขาได้เข้ามาเป็นข้ารับใช้ในราชสำนัก
วันหนึ่ง ชายชราคนนั้น จำพระมหาปังกาฬิกะได้ เขาเกิดความแค้นที่เคยถูกพระองค์ตำหนิเรื่องความโลภ และคิดจะแก้แค้น จึงวางแผนร้ายอีกครั้ง เขาแอบเข้าไปในห้องบรรทมของพระมหาปังกาฬิกะ และพยายามจะทำร้ายพระองค์
แต่ด้วยอดีตที่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ พระมหาปังกาฬิกะจึงทรงระแวดระวังตัวอยู่เสมอ เมื่อทรงได้ยินเสียงผิดปกติ จึงทรงตื่นบรรทม และทรงเห็นชายชรากำลังจะเข้ามาทำร้าย
“ท่าน! ท่านจะทำอันใด!” พระมหาปังกาฬิกะทรงร้องถาม
ชายชราไม่ตอบคำใดๆ พุ่งเข้าทำร้ายพระองค์ทันที แต่ด้วยพระปรีชาสามารถ และความไม่ประมาท พระมหาปังกาฬิกะก็ทรงหลบหลีกการโจมตีได้อย่างว่องไว และสามารถจับกุมตัวชายชราไว้ได้
เมื่อทรงสอบถาม ก็ได้ทราบความจริงทั้งหมด พระมหาปังกาฬิกะทรงระลึกถึงอดีตที่เคยช่วยเหลือชายชราผู้นี้ และได้ตักเตือนด้วยปัญญา ทรงสอนให้เขาสำนึกผิดในสิ่งที่ได้กระทำ
“ท่านจงสำนึกเสียเถิด ว่าความโลภนั้นนำมาซึ่งความฉิบหาย การคิดร้ายต่อผู้อื่น ย่อมนำพาความเดือดร้อนมาสู่ตนเอง” พระมหาปังกาฬิกะตรัส
ชายชราได้ฟังดังนั้น ก็สำนึกผิดในใจ และได้กราบขออภัยโทษ
พระมหาปังกาฬิกะทรงเป็นพระราชาผู้เปี่ยมด้วยพระมหากรุณา ทรงให้อภัยโทษแก่ชายชรา และให้โอกาสเขาได้กลับตัวกลับใจ
แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบแค่นั้น ชายชราผู้นั้น แม้จะได้รับการให้อภัย แต่ก็ยังมีความแค้นฝังลึกอยู่ในใจ เมื่อมีโอกาส เขาก็ได้วางแผนการร้ายที่ใหญ่กว่าเดิม เขาได้ยุยงให้ขุนนางบางคนก่อกบฏต่อพระมหาปังกาฬิกะ
การกบฏครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก กองทัพของฝ่ายกบฏแข็งแกร่ง และมีกำลังพลจำนวนมาก พระมหาปังกาฬิกะทรงต้องต่อสู้กับข้าศึกอย่างดุเดือด
ในที่สุด กองทัพของพระมหาปังกาฬิกะก็พ่ายแพ้ พระองค์ทรงถูกจับกุม และถูกนำไปคุมขัง
ขณะที่ทรงถูกจองจำอยู่นั้น พระมหาปังกาฬิกะทรงระลึกถึงบุพกรรมในอดีตอีกครั้ง ทรงเห็นว่า การที่พระองค์ทรงได้รับผลกรรมเช่นนี้ ก็เพราะในชาติก่อน พระองค์เคยมีจิตคิดพยาบาทต่อพราหมณ์ที่คิดจะทำร้ายตนเอง แม้ว่าพระองค์จะไม่ได้ลงมือทำร้ายพราหมณ์ผู้นั้น แต่จิตที่คิดพยาบาทนั้น ก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดผลร้ายในชาตินี้
พระมหาปังกาฬิกะทรงเข้าใจในกฎแห่งกรรมอย่างลึกซึ้ง พระองค์ทรงไม่ทรงตำหนิผู้ใด ทรงยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยจิตที่สงบ
เมื่อพระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องนี้จบลง ทรงตรัสสอนว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ผู้ที่ทำกรรมดี ก็ย่อมได้รับผลดี แม้ผู้ที่ทำกรรมชั่ว ก็ย่อมได้รับผลชั่ว ผลกรรมย่อมติดตามผู้กระทำไปเสมอ ไม่ว่าจะชาตินี้ หรือชาติไหน พระราชาพระองค์นี้ ทรงมีจิตเมตตา แต่ก็เคยมีจิตคิดพยาบาทอยู่บ้าง แม้เพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลให้พระองค์ต้องประสบเคราะห์กรรมในที่สุด
ดังนั้น พึงดำรงตนอยู่ในเมตตาธรรม อย่าได้คิดพยาบาทอาฆาตใคร แม้เพียงเล็กน้อย เพราะจิตที่คิดพยาบาทนั้น ย่อมเป็นเหตุแห่งทุกข์
ถึงแม้จะทรงได้รับผลกรรมอันเลวร้าย แต่พระมหาปังกาฬิกะก็ทรงไม่ทรงละทิ้งธรรมะ พระองค์ทรงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในคุก ด้วยการเจริญภาวนา และตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม
เมื่อสิ้นอายุขัย พระมหาปังกาฬิกะก็ได้ไปอุบัติในสุคติภูมิ
— In-Article Ad —
การมีจิตคิดพยาบาทอาฆาต แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจนำมาซึ่งผลกรรมอันเลวร้ายได้ ควรหมั่นเจริญเมตตาจิตอยู่เสมอ
บารมีที่บำเพ็ญ: เมตตาบารมี
— Ad Space (728x90) —
431นวกนิบาตกุฏิสลหกชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคที่มนุษย์ยังมีอายุยืนยาวและบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง พระโพธิสั...
💡 การให้ทานที่แท้จริงคือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แม้จะถูกขัดขวางหรือพบเจอความยากลำบาก ก็ควรตั้งมั่นในความดีงาม.
261ติกนิบาตมหาสิงคลชาดก (ครั้งที่ 2) มหาสิงคลชาดก (ครั้งที่ 2) ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธอันอุด...
💡 ความมีสติปัญญาในการดำเนินชีวิต การใช้ทรัพย์สินให้เป็นประโยชน์ การรู้จักตอบแทนบุญคุณ และการแก้ไขปัญหาด้วยปัญญา ย่อมนำมาซึ่งความสุขความเจริญ
278ติกนิบาตกุรุงคามิชาดก ณ อาณาจักรโบราณอันไกลโพ้น มีเมืองหลวงที่สวยงามนามว่า “กุรุงคามะ” ปกครองโดยพระราชาผู้ทร...
💡 ความกล้าหาญ ความฉลาด และความมีเมตตา นำมาซึ่งความสุขและความเจริญ
125เอกนิบาตนฬิรีชาดกในอดีตกาล ณ อาณาจักรแห่งหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ และมีป่าไม้เขียวขจีเป็นจำนวนมาก...
💡 ความเมตตาและการแบ่งปัน คือสิ่งที่สำคัญที่สุด การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญที่แท้จริง
6เอกนิบาตในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของ...
💡 ความดีงามที่แท้จริงนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิด หรือตำแหน่งหน้าที่ แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำ และจิตใจของเรา การร่วมมือกันด้วยความเข้าใจ และความปรองดอง สามารถแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน และนำมาซึ่งความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรือง.
38เอกนิบาตมหาสุตโสมชาดกณ กรุงสาวัตถี ในสมัยพุทธกาล พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดเป็นพระเวทผู้ทรงภูมิปัญญา เป็นกษัตริย...
💡 ปัญญาเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด สามารถแก้ไขทุกปัญหาได้ และความดีงามย่อมชนะความชั่วร้ายเสมอ
— Multiplex Ad —