
ณ อาณาจักรแห่งหนึ่งอันอุดมสมบูรณ์ มีควายป่าตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในป่าทึบ มันมีรูปร่างใหญ่โตแข็งแรง และมีนิสัยดุร้าย ชอบรังแกสัตว์อื่นๆ เป็นที่หวาดกลัวของสัตว์ทั้งปวง ควายป่าตัวนี้มีชื่อว่า มหิสะ
วันหนึ่ง ขณะที่มหิสะกำลังเดินหาอาหารอยู่ในป่า ก็ได้ยินเสียงร่ำไห้ดังมาจากพุ่มไม้ มันเดินเข้าไปดู และพบกับกวางสาวตัวหนึ่ง กำลังร้องไห้อยู่
“เจ้าจะร้องไห้ไปทำไม” มหิสะถาม
“ข้า...ข้าทำลูกของข้าหาย” กวางสาวตอบ “ลูกของข้ายังเล็กมาก ข้ากลัวว่ามันจะถูกสัตว์อื่นกิน”
มหิสะรู้สึกสงสารกวางสาว จึงอาสาจะช่วยตามหาลูกของมัน
“ไม่ต้องห่วง เราจะช่วยเจ้าตามหา” มหิสะกล่าว
มหิสะและกวางสาวช่วยกันตามหาลูกของกวางไปทั่วป่า ในที่สุดก็พบลูกกวางตัวน้อย กำลังนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้
กวางสาวดีใจมาก จึงกราบขอบคุณมหิสะ
“ขอบคุณท่านมากนะ ท่านมหิสะ ท่านช่างมีเมตตาเหลือเกิน” กวางสาวกล่าว
มหิสะรู้สึกภูมิใจในตนเองที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น
แต่เมื่อกลับมาถึงที่พัก มหิสะก็เริ่มคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“เราช่วยกวางสาวตามหาลูกของมันได้สำเร็จ แต่เราจะได้อะไรตอบแทน?” เขาคิด
เขารู้สึกไม่พอใจที่ไม่ได้อะไรตอบแทนจากการช่วยเหลือผู้อื่น
ในวันต่อมา มหิสะก็เดินเข้าไปในหมู่บ้านของมนุษย์ มันคิดจะไปหาของกิน
ขณะที่กำลังเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ก็มีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหา
“ท่านควาย ท่านจะมาที่นี่ทำไม? หมู่บ้านของเรากำลังเดือดร้อน” ชายคนนั้นกล่าว
“เกิดอันใดขึ้นเล่า?” มหิสะถาม
“มีสัตว์ร้ายเข้ามาทำร้ายเรา และขโมยอาหารไป” ชายคนนั้นตอบ
มหิสะเห็นโอกาสที่จะได้รางวัลตอบแทน จึงอาสาจะช่วย
“เราจะช่วยพวกท่านจัดการกับสัตว์ร้ายตัวนั้น” มหิสะกล่าว
ชาวบ้านดีใจมาก จึงให้มหิสะสัญญาว่าจะให้รางวัล หากมหิสะช่วยได้
มหิสะออกตามหาสัตว์ร้าย และพบว่ามันคือเสือโคร่งตัวหนึ่ง
มหิสะต่อสู้กับเสือโคร่งอย่างดุเดือด ในที่สุด มหิสะก็สามารถเอาชนะเสือโคร่งได้
ชาวบ้านดีใจมาก จึงมอบอาหารและทรัพย์สินให้แก่มหิสะ
มหิสะกลับบ้านด้วยความสุข แต่เมื่อกลับมาถึงที่พัก มันก็เริ่มคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีกครั้ง
“เราได้รางวัลตอบแทนจากการช่วยชาวบ้าน แต่เราก็ยังรู้สึกไม่พอใจ” เขาคิด
เขารู้สึกว่าตนเองควรจะได้มากกว่านี้
ในวันต่อมา มหิสะก็เดินเข้าไปในหมู่บ้านอีกครั้ง
“พวกท่านต้องการให้เราช่วยอีกหรือไม่?” มหิสะถาม
ชาวบ้านตอบว่า “เราไม่มีปัญหาใดๆ ในตอนนี้”
มหิสะรู้สึกผิดหวัง มันคิดว่าตนเองควรจะได้รางวัลตอบแทน
“ถ้าอย่างนั้น เราจะขออาหารจากพวกท่าน” มหิสะกล่าว
ชาวบ้านตกใจมาก “ท่านจะขออาหารจากเราได้อย่างไร? เราก็ต้องหากินเช่นกัน”
มหิสะโกรธ จึงพังประตูบ้านของชาวบ้าน และขโมยอาหารไป
ชาวบ้านพยายามห้าม แต่ก็ไม่สำเร็จ
เมื่อมหิสะขโมยอาหารไปแล้ว มันก็กลับไปกินอย่างเอร็ดอร่อย
แต่เมื่อกินเสร็จ มันก็รู้สึกไม่สบายท้อง
“ท้องของเราปวดมาก” มันร้อง
มหิสะป่วยหนัก และในที่สุดก็เสียชีวิต
ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความละโมบและความไม่รู้จักพอ ย่อมนำพาตนไปสู่ความฉิบหาย
— In-Article Ad —
ความละโมบและความไม่รู้จักพอ เป็นกิเลสที่นำพาตนไปสู่หายนะ
บารมีที่บำเพ็ญ: สันโดษบารมี, วิริยบารมี
— Ad Space (728x90) —
13เอกนิบาตสุมังคลชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ นครพาราณสี อันรุ่งเรืองด้วยมหาทรัพย์และผู้คน ผู้คนต่างมีจิตใจโ...
💡 ชีวิตนั้นไม่เที่ยงแท้ เราไม่ควรมัวเมาประมาทในการใช้ชีวิต ควรหมั่นทำความดี และแสวงหาหนทางพ้นทุกข์
33เอกนิบาตในอดีตกาล นานมาแล้ว เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร กษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยพ...
💡 การเสียสละทรัพย์สินอันมีค่า เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แม้แต่สัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ย่อมเป็นเครื่องแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณและบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ การให้ทานด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญรุ่งเรือง
61เอกนิบาตความเห็นผิดที่นำไปสู่หายนะณ แคว้นอวันตีอันไพบูลย์ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่อาณาจักรยังคงเต็มไ...
💡 ความเห็นผิดที่นำไปสู่การเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งหายนะ การบำเพ็ญกุศลและมีจิตเมตตาย่อมนำมาซึ่งความสุข.
343จตุกกนิบาตวิบากแห่งการทรยศณ อาณาจักรอันงดงามนามว่า โกสละ ปกครองโดยพระราชาผู้ทรงคุณธรรมและเป็นที่รักของประชาชน ...
💡 การทรยศผู้อื่นย่อมนำมาซึ่งหายนะและความพินาศ ผลแห่งกรรมไม่เคยปรานีใคร
172ทุกนิบาตสัญชีวกชาดก (เรื่องนกแก้ว) ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันรุ่งเรืองด้วยพุทธศาสนาและราชธานีอ...
💡 สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการหล่อหลอมจิตใจ การเลือกคบคน และการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ย่อมนำพาไปสู่การพัฒนาตนเองในทางที่ถูกที่ควร
206ทุกนิบาตกุฏิกาชาดก ณ แคว้นมคธอันอุดมสมบูรณ์ เมื่อครั้งอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นฤๅษี ผู้มีจิตใจสงบเยือก...
💡 การเบียดเบียนผู้อื่นนำมาซึ่งความเดือดร้อน การละเว้นการเบียดเบียนและบำเพ็ญเมตตาธรรมคือหนทางสู่ความสุข.
— Multiplex Ad —