
ณ กรุงพาราณสี พระราชาพระองค์หนึ่งทรงเป็นที่เลื่องลือในพระปรีชาสามารถและความเฉลียวฉลาด แต่แม้จะมีพระปรีชาถึงเพียงนั้น พระองค์ก็ยังทรงมีพระทัยหวาดระแวง
คืนหนึ่ง พระราชาทรงพระสุบินนิมิตอันน่าสะพรึงกลัว ในความฝัน พระองค์ทอดพระเนตรเห็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ กำลังเดือดพล่านราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง
“ข้าพเจ้ากำลังจะสิ้นพระชนม์!” พระราชาทรงตื่นพระทัย
ในความฝันอีกครั้งหนึ่ง พระราชาทรงเห็นฝูงกาจำนวนนับไม่ถ้วน กำลังกรูกันเข้ามาจิกกินพระวรกายของพระองค์
“นี่ย่อมเป็นลางบอกเหตุร้าย!” พระราชาทรงหวาดกลัว
เมื่อทรงตื่นบรรทม พระราชาทรงมีพระทัยกระวนกระวายยิ่งนัก พระองค์ทรงเรียกเหล่าโหรและนักพยากรณ์เข้ามาเพื่อทำนายฝัน
เหล่าโหรได้ตีความฝันต่างๆ นานา บางคนกล่าวว่า พระราชาจะทรงประสบภัยพิบัติร้ายแรง บางคนกล่าวว่า พระองค์จะสิ้นพระชนม์ในเร็ววัน
พระราชาทรงหวาดกลัวพระทัยยิ่งนัก พระองค์ทรงสั่งให้ทหารนำนักปราชญ์ผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นที่เลื่องลือในเรื่องปัญญาและความรู้ความสามารถ มาเข้าเฝ้า
“ท่านนักปราชญ์” พระราชาตรัส “เมื่อคืนนี้ ข้าทรงพระสุบินนิมิตอันน่าสะพรึงกลัว ข้าทรงเห็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่กำลังเดือดพล่าน และฝูงกาจำนวนมากกำลังจิกกินพระวรกายของข้า ข้าเกรงว่าข้ากำลังจะสิ้นพระชนม์ ท่านโปรดทำนายฝันนี้ให้ข้าด้วย”
นักปราชญ์ฟังเรื่องราวของพระราชาด้วยความสงบนิ่ง เมื่อพระราชาตรัสจบ นักปราชญ์ก็กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ขอเดชะพระราชาผู้ทรงเป็นที่รักของอาณาประชาราษฎร์” นักปราชญ์กล่าว “ความฝันของพระองค์นั้น หาใช่ลางบอกเหตุร้ายไม่ หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงาม”
พระราชาทรงแปลกพระทัย “สัญลักษณ์แห่งความดีงาม? ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“เป็นเช่นนี้เพคะ” นักปราชญ์อธิบาย “มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่พระองค์ทรงเห็นนั้น คือสัญลักษณ์แห่งพระปรีชาสามารถและพระเมตตาของพระองค์ ซึ่งแผ่ไพศาลไปทั่วอาณาจักร ส่วนฝูงกาที่จิกกินพระวรกายนั้น คือสัญลักษณ์ของเหล่าพสกนิกรที่กำลังได้รับความรักและความเอื้อเฟื้อจากพระองค์”
“หมายความว่าอย่างไร?” พระราชาตรัสถาม
“หมายความว่า” นักปราชญ์กล่าวต่อ “เมื่อมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ (พระปรีชาและความเมตตา) แผ่ไปถึงทุกอณู เหล่าพสกนิกร (ฝูงกา) ก็จะได้รับประโยชน์และความสุขจากพระองค์”
พระราชาทรงสดับคำอธิบายของนักปราชญ์ ก็ทรงคลายความหวาดกลัวลง
“แต่หากพระองค์ทรงมองว่ามันเป็นลางร้าย” นักปราชญ์กล่าวเสริม “ก็ย่อมเป็นลางร้ายแก่พระองค์เช่นกัน เพราะจิตใจของมนุษย์นั้น ย่อมปรุงแต่งไปตามสิ่งที่ตนเองคิด”
พระราชาทรงตระหนักถึงสัจธรรมที่นักปราชญ์กล่าวถึง พระองค์ทรงเข้าใจว่า ความคิดและทัศนคติของตนเอง มีผลต่อการตีความสิ่งต่างๆ
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระราชาทรงเปลี่ยนพระทัย หันมามองโลกในแง่ดี และทรงปฏิบัติพระองค์ด้วยความเมตตาต่อเหล่าพสกนิกร
พระองค์ทรงเลิกหวาดระแวง และทรงปกครองอาณาจักรด้วยความผาสุก
— In-Article Ad —
การตีความสิ่งต่างๆ ขึ้นอยู่กับทัศนคติและจิตใจของผู้มอง หากมีจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาและมองโลกในแง่ดี สิ่งร้ายก็อาจกลายเป็นสิ่งดีได้.
บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี (ปัญญา)
— Ad Space (728x90) —
536มหานิบาตมหาโควินทชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระเจ้าพรหมทัตทรงครองราชสมบัติกรุงพาราณสี ประเทศอินเดี...
💡 ผู้ที่มีปัญญาย่อมเห็นถึงโทษของกามคุณและยึดมั่นในธรรมะ ย่อมนำพาไปสู่ความสงบและความหลุดพ้น การส่งเสริมธรรมะในสังคมนำมาซึ่งความสงบสุขที่แท้จริง
39เอกนิบาตอุกกุฏฐิตชาดก ในอดีตกาลนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง มีพระเจ้าพรหมทัตต์ทรงดำรงราชสมบ...
💡 สติปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์สมบัติ ยศศักดิ์ หรือลาภสักการะ เพราะสติปัญญาสามารถนำพาให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง.
176ทุกนิบาตมหิโลมชาดก (เรื่องแมว) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นโกศล ท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองของนครสาวัตถี ม...
💡 ความตระหนี่เป็นเหมือนโซ่ตรวนที่พันธนาการจิตใจ ไม่ให้พบกับความสุขที่แท้จริง การรู้จักแบ่งปันและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและความสุขที่ยั่งยืน
159ทุกนิบาตสุนขชาดกณ ป่าหิมพานต์อันเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่ซึ่งมีสัตว์ป่าหิมพานต์นานาชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสง...
💡 ความเพียรพยายาม ความซื่อสัตย์ และการเปิดใจรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น ย่อมนำพาเราให้พ้นจากความทุกข์ยาก และสามารถกลับมายืนหยัดในชีวิตได้อีกครั้ง.
142เอกนิบาตสมนกททชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งเต็มไปด้วยพฤกษานานาพันธุ์ ร่มรื่นด้ว...
💡 ความโลภไม่เคยนำพามาซึ่งความสุขที่แท้จริง การเบียดเบียนผู้อื่นย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ และการรู้จักพอเพียงคือหนทางสู่ความสงบสุข
147เอกนิบาตมหิงสชาดกณ เมืองพาราณสี ในสมัยที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชย์ มีบุรุษผู้หนึ่งนามว่า มหิงสะ เป็นบุตรของคนข...
💡 ความกล้าหาญที่แท้จริงคือการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แม้จะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า
— Multiplex Ad —