
ณ แคว้นโกศลอันรุ่งเรือง สมัยหนึ่ง พระเจ้าปายาสิ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ฉลาดปราดเปรื่อง แต่ทรงมีทิฏฐิอันแข็งกล้า ทรงไม่เชื่อเรื่องบุญกรรม นรก สวรรค์ และการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อสวรรคตแล้วก็สิ้นสุดเพียงเท่านั้น ทรงเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเพียงภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นจากธาตุทั้งสี่
วันหนึ่ง ขณะที่พระเจ้าปายาสิกำลังประทับบนพระแท่น ทรงมีพระดำริถึงความเชื่อเรื่องผลของกรรมที่เหล่าพราหมณ์และสมณะทั้งหลายสั่งสอน พราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า สังคกะ ผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าปายาสิ มีความรู้แตกฉานในศาสตร์ต่างๆ และเป็นผู้ที่พระเจ้าปายาสิทรงไว้วางใจมากที่สุด
“ท่านสังคกะ” พระเจ้าปายาสิทรงตรัสถาม “ข้าสงสัยในคำสอนของเหล่าสมณพราหมณ์ที่ว่า การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ท่านจะอธิบายให้ข้าเข้าใจได้อย่างไร”
สังคกะพราหมณ์ผู้ฉลาดหลักแหลม ได้ยินดังนั้น จึงระลึกถึงอดีตชาติของพระเจ้าปายาสิ เมื่อครั้งที่พระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้น จึงทูลตอบว่า “ขอเดชะพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐ การที่จะพิสูจน์เรื่องผลของกรรมนั้น มิใช่เรื่องง่าย หากแต่ต้องอาศัยการพิจารณาอย่างลึกซึ้ง และการบำเพ็ญเพียรอย่างสม่ำเสมอ”
พระเจ้าปายาสิไม่ทรงพอพระทัยในคำตอบที่ดูเหมือนจะเลี่ยงบาลี “ท่านจะบอกว่าข้าไม่สามารถเข้าใจเรื่องง่ายๆ อย่างนี้ได้กระนั้นหรือ”
“มิใช่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” สังคกะพราหมณ์รีบแก้ “แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ยิ่งกว่าการมองเห็นสิ่งของเสียอีก หากจะให้ทรงเข้าใจแจ่มแจ้ง ต้องอาศัยการสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์ และการพิจารณาผลลัพธ์ของการกระทำเหล่านั้น”
เพื่อที่จะพิสูจน์ความเชื่อของตน พระเจ้าปายาสิทรงมีแผนการอันแยบยล พระองค์มีรับสั่งให้สังคกะพราหมณ์ สร้างเครื่องมือที่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่ซ่อนเร้นได้ หรือที่เรียกว่า “สังคกะทรรศน์” ซึ่งทำจากกระจกขัดเงาอย่างดี และมีการตกแต่งด้วยอัญมณีต่างๆ ให้ดูสง่างาม
จากนั้น พระเจ้าปายาสิทรงสั่งให้สังคกะพราหมณ์ นำ “สังคกะทรรศน์” ไปติดตั้งไว้ที่ประตูเมือง และสั่งให้ทหารเฝ้าสังเกตการณ์ ผู้ใดที่ผ่านเข้าออกประตูเมือง หากมีทรัพย์สินมีค่าซ่อนเร้นอยู่ หรือมีการกระทำอันไม่เหมาะสม พวกทหารจะใช้ “สังคกะทรรศน์” ส่องดู และหากพบสิ่งใด ก็จะจับกุมผู้นั้นมาลงโทษ
“หากมีใครลักลอบนำสิ่งของมีค่าเข้าเมือง หรือแม้แต่คิดจะกระทำการอันมิชอบ เพียงแค่คิด จิตใจของพวกมันก็จะแสดงผลออกมาให้เราเห็นผ่านเครื่องมือนี้” พระเจ้าปายาสิรับสั่งอย่างมั่นพระทัย
ข่าวลือเรื่อง “สังคกะทรรศน์” ที่สามารถมองเห็นความลับของมนุษย์แพร่สะพัดไปทั่วเมือง ทำให้ผู้คนหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะทำผิด ประตูเมืองที่เคยเต็มไปด้วยผู้คน ก็กลับเงียบเหงาลงไปถนัดตา ผู้คนต่างเกรงกลัวว่าจะถูกจับได้
วันเวลาผ่านไป พระเจ้าปายาสิทรงสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เลย ผู้คนที่ผ่านเข้าออกต่างก็ดูเหมือนจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีใครถูกจับได้เลยแม้แต่คนเดียว พระองค์เริ่มรู้สึกผิดหวัง
“ท่านสังคกะ” พระเจ้าปายาสิทรงตรัสถามด้วยความเหนื่อยหน่าย “เหตุใดจึงไม่มีใครถูกจับได้เลยเล่า เครื่องมือของท่านมันใช้การไม่ได้กระนั้นหรือ”
สังคกะพราหมณ์ยังคงสงบนิ่ง “ขอเดชะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงปัญญา เครื่องมือของข้าพเจ้านั้นมิได้มีไว้สำหรับมองเห็นสิ่งของ แต่มีไว้สำหรับมองเห็น ‘อามคันธะ’ อันเป็นมลทินแห่งจิตใจ”
“อามคันธะ? เจ้าหมายถึงสิ่งใด” พระเจ้าปายาสิถามด้วยความสงสัย
“อามคันธะ คือ สิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส” สังคกะพราหมณ์อธิบาย “เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความริษยา ความพยาบาท หรือแม้แต่ความคิดอันไม่บริสุทธิ์ หากผู้ใดมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในจิตใจ เมื่อมองผ่าน ‘สังคกะทรรศน์’ จิตใจของผู้นั้นก็จะปรากฏเป็นเงาหมองคล้ำ หากจิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส ก็จะปรากฏเป็นแสงสว่าง”
“แล้วเหตุใด ข้าจึงไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเล่า”
“เป็นเพราะพระองค์ทรงมีทิฏฐิอันเป็นม่านบดบังพระเนตร” สังคกะพราหมณ์กราบทูลอย่างตรงไปตรงมา “พระองค์ทรงยึดมั่นในความคิดของพระองค์เอง จนไม่สามารถเปิดใจรับฟัง หรือมองเห็นความจริงที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า”
“แล้วท่านจะบอกว่า ผู้คนที่ผ่านเข้าออกประตูเมืองนั้น มีจิตใจบริสุทธิ์กันทุกคนอย่างนั้นหรือ”
“มิใช่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” สังคกะพราหมณ์กล่าว “แต่คนเหล่านั้นเมื่อรู้ว่ามีเครื่องมือที่สามารถมองเห็นความลับของจิตใจได้ พวกเขาก็จะพยายามควบคุมจิตใจตนเอง ไม่ให้คิดสิ่งที่ไม่ดี เมื่อจิตใจไม่คิดสิ่งที่ไม่ดี ‘อามคันธะ’ ก็จะไม่มีโอกาสปรากฏขึ้น”
“เช่นนั้นหรือ” พระเจ้าปายาสิเริ่มครุ่นคิด
“หากเราสามารถควบคุมจิตใจตนเองให้บริสุทธิ์ได้อยู่เสมอ แม้จะไม่มีเครื่องมือใดๆ มาช่วย ก็ย่อมดีกว่าการถูกบังคับให้ทำดีเพราะความกลัว” สังคกะพราหมณ์กล่าวเสริม “การทำดีเพราะความกลัวนั้น ย่อมมิใช่ความดีที่แท้จริง
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของสังคกะพราหมณ์ พระเจ้าปายาสิทรงตระหนักได้ถึงความผิดพลาดในทิฏฐิของพระองค์ ทรงเห็นว่าความบริสุทธิ์แห่งจิตนั้น สำคัญยิ่งกว่าการลงโทษ หรือการถูกเฝ้าระวัง
พระองค์ทรงปรับเปลี่ยนพระทัย ทรงเลิกยึดติดกับความเชื่อเดิมๆ และหันมาสนใจการบำเพ็ญเพียรทางจิตใจมากขึ้น เมื่อพระองค์ทรงเข้าใจถึง “อามคันธะ” และพยายามขัดเกลาจิตใจของพระองค์เอง พระองค์ก็ทรงพบกับความสุขสงบอย่างแท้จริง
ในที่สุด พระเจ้าปายาสิก็ทรงยอมรับในหลักธรรมเรื่องกรรม และการเวียนว่ายตายเกิด ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม ทำให้บ้านเมืองสงบสุข และผู้คนอยู่เย็นเป็นสุข
— In-Article Ad —
ความบริสุทธิ์แห่งจิตใจนั้น ย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่ตนเอง และเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด ที่จะนำพามาซึ่งความสุขที่แท้จริง
บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี, วิริยบารมี
— Ad Space (728x90) —
482เตรสกนิบาตพระโพธิสัตว์กับสุนัขจิ้งจอกณ บริเวณชายแดนของแคว้นโกศล อันเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีต้นไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่ท...
💡 ความโลภและการเห็นแก่ตัว นำมาซึ่งความเดือดร้อน แต่ความมีน้ำใจและการแบ่งปัน นำมาซึ่งมิตรภาพและความสุข.
493ปกิณณกนิบาตนกแก้วผู้เป็นนักปราชญ์ในป่าหิมพานต์อันเป็นแหล่งรวมแห่งสรรพสัตว์นานาชนิด มีนกแก้วตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มั...
💡 การสั่งสอนด้วยปัญญาและความเมตตา ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของผู้อื่นให้กลับสู่ทางที่ถูกที่ควรได้
463เอกาทสกนิบาตสุมังคลชาดกณ เมืองจัมปา อันรุ่งเรืองด้วยการค้าขายและเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม มีช่างทองผู้หนึ่งนามว่า...
💡 การให้ทานด้วยจิตอันบริสุทธิ์ คือหนทางสู่ความสุขและความเจริญ.
475เตรสกนิบาตสุริยชาดก ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นกษัตริย์ผู้ทรงปัญญา และมีคุณธรรมสูงส่ง ปกครองอาณาจักรกร...
💡 ความเสียสละ ความกตัญญู และการไม่ยึดติด ย่อมนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง และเป็นแบบอย่างอันดีงาม.
30เอกนิบาตกษัตริย์ผู้ทรงละอายต่อบาปณ อาณาจักรกุรุธรรมอันแสนสงบสุข ปกครองโดยพระเจ้าปัญญาธิราช ผู้ทรงมีพระปรีชาส...
💡 ความละอายต่อบาปย่อมนำมาซึ่งการกลับตัวกลับใจ.
148เอกนิบาตสุชาตชาดกณ เมืองเวสาลี มีสตรีนางหนึ่งนามว่า สุชาดา นางเป็นหญิงสาวที่มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบ และมี...
💡 คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด แต่อยู่ที่ความรู้ ความสามารถ และจิตใจที่ดีงาม
— Multiplex Ad —