
ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงดำรงพระชนม์ชีพเป็นพระเวสสันดรราชกุมาร โลกยังไม่ปรากฏพระพุทธเจ้าองค์ใด แต่ทวยเทพและเหล่าเวไนยชนต่างก็เล่าขานถึงบุญบารมีอันแผ่ไพศาลของพระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่
ในครั้งนั้นเอง พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ อันมีพระบรมราชชนกคือพระเจ้าสัญชัยอันทรงปรีชา สามารถปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม พระมเหสีคือพระนางมัทรีผู้เลอโฉม เปี่ยมด้วยพระเมตตา และมีพระโอรสธิดาคือ เจ้ากุมารเวฬุวัน และเจ้ากุมารีมัทรี ผู้ทรงพระสิริโฉมงดงามราวกับรูปทิพย์
พระเวสสันดรราชกุมารทรงมีพระทัยเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทานบารมี ทรงโปรดปรานการให้ทานเป็นอย่างยิ่ง ทรัพย์สินสิ่งของใดๆ ที่เข้ามาในพระราชวังล้วนถูกแบ่งปันแก่ผู้ยากไร้ สัตว์โลกทั้งปวงล้วนได้รับความเอื้อเฟื้อจากพระองค์
วันหนึ่ง ขณะที่พระเวสสันดรราชกุมารทรงประทับอยู่ ณ สีหบัญชร ทรงทอดพระเนตรเห็นเหล่าพราหมณ์ผู้เฒ่า และผู้คนอนาถามากมาย กำลังรอคอยการพระราชทานทานอยู่เบื้องล่าง เสียงร้องขอ เสียงอ้อนวอน ดังแว่วมาถึงพระกรรณ
"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบุญ โปรดเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้นี้ด้วย ข้าพระองค์อดอยากมาหลายวันแล้ว"
"ขอพระองค์โปรดประทานอาหารแก่บุตรธิดาที่กำลังหิวโหยเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
พระเวสสันดรราชกุมารทรงรู้สึกสังเวชพระทัยเป็นยิ่งนัก ทรงเห็นน้ำตาแห่งความทุกข์ยากของผู้คนเหล่านั้น แล้วพระทัยก็พลันปวดร้าว
"เราจะปล่อยให้ผู้อื่นทุกข์ยากอย่างนี้ได้อย่างไร เราเกิดมาเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ทานบารมีของเราจักต้องแผ่ไพศาลยิ่งขึ้นไป"
ทันใดนั้นเอง มีพราหมณ์ชราผู้หนึ่ง เดินเข้ามาใกล้สีหบัญชร ชายผ้าเหลืองของพราหมณ์ห่มไม่มิดชิด ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ดวงตาฝ้าฟาง
"ข้าแต่พระเวสสันดรราชกุมาร ผู้ทรงพระเมตตา ข้าพระองค์เป็นพราหมณ์แก่ชรา ไม่มีผู้ใดเหลียวแล ข้าพระองค์ขอกราบทูลขออังคาทานอันเป็นสมบัติของพระองค์ด้วยเถิด"
พระเวสสันดรราชกุมารทรงมีพระทัยประหลาดพระทัยยิ่งนัก ทรงเห็นพราหมณ์ผู้นี้มีสภาพน่าสงสาร แต่ก็อดสงสัยมิได้
"ท่านพราหมณ์ ท่านต้องการสิ่งใดจากเราเล่า ทรัพย์สินเงินทอง หรือผ้าผ่อนอาภรณ์?"
พราหมณ์เฒ่าตอบเสียงแหบแห้ง
"ข้าแต่พระองค์ สิ่งที่ข้าพระองค์ปรารถนา คืออังคาทานอันเป็นยอดแห่งทาน หากพระองค์ทรงพระเมตตา ประทานให้ ข้าพระองค์จักเป็นผู้มีบุญญาธิการที่สุดในสามโลก"
พระเวสสันดรราชกุมารทรงพิจารณาคำขอของพราหมณ์แล้ว ก็ทรงแปลกพระทัยยิ่งกว่าเดิม เพราะคำว่า "อังคาทาน" เป็นคำที่มิได้หมายถึงทรัพย์สินภายนอก แต่เป็นอวัยวะของร่างกาย
"ท่านพราหมณ์ ท่านหมายถึงสิ่งใดกันแน่ อังคาทานนั้นเป็นสิ่งใด?"
พราหมณ์เฒ่าก้มกราบลงแทบพระบาท
"ข้าแต่พระองค์ อังคาทาน คืออวัยวะภายในร่างกายของพระองค์เอง หากพระองค์ทรงพระเมตตา ประทานดวงเนตรให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักเป็นผู้มีบุญหาที่สุดมิได้"
เหล่าข้าราชบริพารที่ยืนอยู่รอบข้าง ต่างก็ตกตะลึงในคำขออันพิสดารนี้ บางคนก็ซุบซิบนินทา บางคนก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ
แต่พระเวสสันดรราชกุมาร ทรงมีพระทัยแน่วแน่ในทานบารมี ทรงรับฟังคำขอของพราหมณ์ด้วยพระทัยที่สงบ
"ท่านพราหมณ์ ท่านต้องการดวงเนตรของเราเช่นนั้นหรือ?"
พราหมณ์เฒ่าพยักหน้า
"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ หากพระองค์ทรงประทานดวงเนตรของพระองค์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะมองเห็นโลกอันสว่างไสว และจักเป็นผู้ที่เหล่าเทวดายังต้องอิจฉา"
พระเวสสัตรราชกุมารทรงพิจารณาถึงผลที่จะตามมา การเสียดวงเนตรนั้นย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ยาก และเป็นอุปสรรคต่อการปกครอง แต่พระองค์ทรงรำลึกถึงพระปณิธานอันยิ่งใหญ่ในการบำเพ็ญทานบารมี
"เราจักให้ท่าน"
พระสุรเสียงของพระองค์ก้องกังวาน ท่ามกลางความเงียบงันของเหล่าบริวาร
เมื่อพระคำประกาศนั้นออกจากพระโอษฐ์ของพระเวสสันดรราชกุมาร ทวยเทพทั้งหลายที่สถิตอยู่บนสวรรค์ต่างก็แซ่ซ้องสรรเสริญ พากันโปรยปรายบุปผามาลาอันหอมกรุ่นลงมาสู่พื้นโลก
พระเวสสันดรราชกุมารทรงดำริว่า การที่จะถอนดวงเนตรนั้น ต้องอาศัยผู้ที่มีความชำนาญ จึงทรงมีรับสั่งให้หากลุ่มหมอที่เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัด
เมื่อเหล่าหมอเข้ามาถวายบังคม พระเวสสันดรราชกุมารทรงมีรับสั่ง
"เราจะประทานดวงเนตรของเราให้แก่พราหมณ์ผู้นี้ จงทำให้สำเร็จตามประสงค์ของเราเถิด"
เหล่าหมอต่างก็กลัวเกรง แต่ก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของพระมหากษัตริย์ได้
จากนั้น ทรงมีรับสั่งให้จัดเตรียมเครื่องมืออันประณีต และสถานที่อันเหมาะสม สำหรับการถวายทานครั้งยิ่งใหญ่นี้
พระเวสสันดรราชกุมาร ทรงมีพระทัยเปี่ยมด้วยความปีติ ทรงคิดว่า นี่คือโอกาสอันดีเลิศที่จะได้บำเพ็ญทานบารมีให้ถึงที่สุด
เมื่อทุกสิ่งพร้อมสรรพ พระเวสสันดรราชกุมาร ทรงคุกเข่าลงเบื้องหน้าพราหมณ์เฒ่า
"ท่านพราหมณ์ ท่านจงดูให้ดี การถวายอังคาทานนี้ เป็นการบูชาพระรัตนตรัย เป็นการสร้างบุญใหญ่แก่เรา"
เหล่าหมอใช้เครื่องมืออันคมกริบค่อยๆ ถอนดวงเนตรข้างหนึ่งของพระเวสสันดรราชกุมารออกมา ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสแผ่ซ่านไปทั่วพระวรกาย แต่พระองค์กลับทรงนิ่งเฉย
เมื่อได้ดวงเนตรข้างหนึ่งแล้ว พระเวสสันดรราชกุมารก็ทรงยื่นให้แก่พราหมณ์เฒ่า
"ท่านพราหมณ์ จงนำดวงเนตรนี้ไปเถิด จงใช้มองเห็นโลกอันสว่างไสว"
พราหมณ์เฒ่ารับดวงเนตรไปด้วยความยินดี ดวงตาอันฝ้าฟางกลับเปล่งประกาย
แต่พระเวสสันดรราชกุมาร ยังทรงมีรับสั่ง
"เรายังเหลือดวงเนตรอีกข้างหนึ่ง ท่านต้องการหรือไม่?"
พราหมณ์เฒ่าดีใจยิ่งกว่าเดิม
"หากพระองค์ทรงประทานอีกข้างหนึ่ง ข้าพเจ้าก็จักเป็นผู้ที่สมบูรณ์แบบที่สุด"
พระเวสสันดรราชกุมารทรงพยักพระพักตร์ และทรงสั่งให้เหล่าหมอถอนดวงเนตรอีกข้างหนึ่ง
ความเจ็บปวดครั้งใหญ่กว่าเดิมถาโถมเข้ามา แต่พระองค์ก็ยังคงอดทน
เมื่อได้ดวงเนตรทั้งสองข้าง พระเวสสันดรราชกุมารทรงประทานให้แก่พราหมณ์เฒ่า
พราหมณ์เฒ่า เมื่อได้รับดวงเนตรทั้งสองข้างแล้ว ก็กลับกลายร่างเป็นท้าวสักกเทวราช
เหล่าบริวารและผู้คนที่มามุงดู ต่างก็ตกตะลึงในปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์
ท้าวสักกเทวราช ทรงกราบทูลพระเวสสันดรราชกุมาร
"ข้าแต่พระเวสสันดรราชกุมาร ผู้ทรงบำเพ็ญทานบารมีอันประเสริฐยิ่ง ข้าพเจ้าคือท้าวสักกเทวราช มาทดสอบพระบารมีของพระองค์ พระองค์ทรงผ่านการทดสอบอันยิ่งใหญ่นี้ไปได้ด้วยดี"
แล้วท้าวสักกเทวราช ก็ทรงอธิษฐานขอให้ดวงเนตรของพระเวสสันดรราชกุมารกลับคืนมาดังเดิม
ทันใดนั้นเอง ดวงเนตรทั้งสองข้างของพระเวสสันดรราชกุมารก็กลับคืนมา สว่างไสวดังเดิม
พระเวสสันดรราชกุมารทรงมีพระทัยปีติยินดีเป็นยิ่งนัก ทรงทราบว่า การเสียสละครั้งนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่
ข่าวการบำเพ็ญทานบารมีอันยิ่งใหญ่ของพระเวสสันดรราชกุมาร แพร่สะพัดไปทั่วแผ่นดิน ทำให้เหล่าเวไนยชนสรรเสริญพระเกียรติคุณ
พระนางมัทรีผู้เป็นมเหสี ทรงทราบเรื่องราว ก็ทรงเข้ามากราบทูลถามด้วยความเป็นห่วง
"ข้าแต่พระสวามี เหตุใดพระองค์จึงทรงทำเช่นนั้นเพคะ"
พระเวสสันดรราชกุมารทรงอธิบายถึงความตั้งพระทัยในการบำเพ็ญทานบารมี
"เราทำไปเพื่อบูชาพระรัตนตรัย เพื่อสร้างบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ และเพื่อเป็นแบบอย่างแก่เหล่าเวไนยชน"
พระนางมัทรีทรงเข้าใจและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระสวามี
เรื่องราวของสุชาดาชาดก ได้บอกเล่าถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์ ผู้ยอมสละแม้กระทั่งดวงเนตรอันเป็นสิ่งล้ำค่า เพื่อบำเพ็ญทานบารมีให้ถึงที่สุด
การเสียสละอันยิ่งใหญ่ ย่อมนำมาซึ่งผลอันประเสริฐ การบำเพ็ญทานบารมีนั้น ย่อมนำพาไปสู่การหลุดพ้นจากกองทุกข์
ทานบารมี
— In-Article Ad —
การเสียสละอันยิ่งใหญ่ ย่อมนำมาซึ่งผลอันประเสริฐ การบำเพ็ญทานบารมีนั้น ย่อมนำพาไปสู่การหลุดพ้นจากกองทุกข์
บารมีที่บำเพ็ญ: ทานบารมี
— Ad Space (728x90) —
259ติกนิบาตปัฏฐกชาดก (ครั้งที่ 4) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นกษัตริย์แห่งเมืองกลิงคร...
💡 การให้ทานด้วยความเสียสละอันบริสุทธิ์ ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่น และเป็นหนทางสู่การหลุดพ้น
30เอกนิบาตกษัตริย์ผู้ทรงละอายต่อบาปณ อาณาจักรกุรุธรรมอันแสนสงบสุข ปกครองโดยพระเจ้าปัญญาธิราช ผู้ทรงมีพระปรีชาส...
💡 ความละอายต่อบาปย่อมนำมาซึ่งการกลับตัวกลับใจ.
190ทุกนิบาตมหิสชาดกครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ มีมหาวิทยาลัยอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง เป็นแหล่งรวมของเหล่าบัณฑิตแ...
💡 ความรู้ที่แท้จริงคือการนำไปประยุกต์ใช้ และเข้าใจถึงธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ความอดทนและวิจารณญาณเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำ
167ทุกนิบาตสุวรรณหังสชาดก ณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร และมีผู้คนดำรงชีวิตด้วยความสงบร่มเย็นมา...
💡 ความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งความหายนะ การหลอกลวงผู้อื่นย่อมนำมาซึ่งผลกรรมที่เลวร้าย การยึดมั่นในคุณธรรมและความสัตย์จริงย่อมนำพาไปสู่ความสงบสุข
4เอกนิบาตณ กรุงพาราณสี อันรุ่งเรืองด้วยพระบารมีของพระโพธิสัตว์ที่เสวยพระชาติเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม มีเร...
💡 ความผิดพลาดในอดีตไม่ได้ตัดสินคุณค่าของคนในปัจจุบัน การให้อภัยและการให้โอกาสสามารถนำพาผู้คนไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ และความสำเร็จที่แท้จริงนั้นเกิดจากการกระทำที่สุจริตและเปี่ยมด้วยคุณธรรม
76เอกนิบาตคันธกชาดก ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี อันเป็นนครอันรุ่งเรือง ท่ามกลางหมู่มหาชนที่เบียดเสียดกันไปมา ...
💡 ความซื่อสัตย์และความจริงใจ เป็นคุณธรรมที่นำพาความสำเร็จ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อื่น
— Multiplex Ad —