
ณ แคว้นโกศล เมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรือง มีพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรมปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยความยุติธรรม แต่ในเมืองนั้นก็มีโจรผู้ร้ายชุกชุม ก่อความเดือดร้อนไปทั่ว
วันหนึ่ง พระราชาทรงมีพระราชดำริว่า “เราจะปล่อยให้โจรเหล่านี้ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนต่อไปได้อย่างไร เราต้องหาวิธีกำจัดโจรให้สิ้นซาก”
พระองค์จึงมีรับสั่งให้เหล่าทหารออกตามล่าจับกุมโจร แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ โจรเหล่านั้นมีความชำนาญในการหลบซ่อน และมักจะหลบหนีไปได้เสมอ
พระราชาทรงกังวลพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งวันหนึ่ง มีอำมาตย์ผู้หนึ่งเข้ามาถวายคำแนะนำ
“ฝ่าบาท” อำมาตย์กล่าว “ข้าพเจ้ามีวิธีที่จะจับกุมโจรได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่าบาท”
“วิธีใดเล่า” พระราชาตรัสถาม
“ฝ่าบาทจงทรงแกล้งทำเป็นว่าทรงประกาศจะมอบรางวัลอันใหญ่หลวงแก่ผู้ที่สามารถจับกุมโจรได้” อำมาตย์กล่าว “เมื่อโจรได้ยินดังนั้น ย่อมต้องหวาดกลัว และอาจจะคิดก่อเหตุการณ์ใหญ่ขึ้น เพื่อหวังเงินรางวัล”
พระราชาทรงเห็นด้วยกับแผนการของอำมาตย์ จึงมีรับสั่งให้ประกาศไปทั่วเมือง ว่าผู้ใดสามารถจับกุมโจรได้ จะได้รับรางวัลอันงาม
ข่าวนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงหูเหล่าโจร
“พวกเราได้ยินข่าวหรือยัง?” โจรคนหนึ่งกล่าวกับพวกพ้อง “พระราชาจะให้รางวัลแก่ผู้ที่จับเราได้”
“เป็นไปไม่ได้!” โจรอีกคนหนึ่งกล่าว “เราจะยอมให้ใครมาจับเราได้อย่างง่ายดาย”
แต่แล้ว โจรคนหนึ่งในกลุ่มก็เกิดความคิดร้ายขึ้น
“ทำไมเราไม่ลองไปจับโจรคนอื่นมาส่งให้พระราชาเล่า?” โจรตนนั้นกล่าว “เราก็จะได้เงินรางวัล แล้วเราก็ยังคงเป็นอิสระ”
เหล่าโจรเห็นด้วยกับแผนการนี้ พวกเขาจึงออกอุบายล่อลวงโจรอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยมีพิษมีภัย
พวกโจรจึงวางแผนจับกุมโจรกลุ่มนั้น และนำไปมอบให้แก่พระราชา
เมื่อพระราชาทรงเห็นเหล่าโจรถูกนำมาถวาย ก็ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงมอบรางวัลอันใหญ่หลวงให้แก่กลุ่มโจรที่นำโจรมาส่ง
แต่แล้ว เมื่อพระราชาทรงสอบสวนโจรที่ถูกจับมา ก็ทรงทราบความจริงว่า กลุ่มโจรที่นำโจรมาส่งนั้น แท้จริงแล้วก็เป็นโจรเช่นเดียวกัน
พระราชาทรงกริ้วเป็นอย่างมาก “นี่คือการหลอกลวง!” พระองค์ทรงกริ้ว “พวกเจ้ากล้าดียังไงมาหลอกลวงเรา!”
พระราชาจึงมีรับสั่งให้จับกุมกลุ่มโจรที่นำโจรมาส่ง และลงโทษอย่างสาสม
ในอดีตชาติ สมัยที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชาแห่งแคว้นกาสี พระองค์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยความยุติธรรม
วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ทรงมีพระราชดำริว่า “เราจะปล่อยให้โจรพวกนี้ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนได้อย่างไร เราต้องหาวิธีกำจัดโจรให้สิ้นซาก”
พระองค์จึงมีรับสั่งให้เหล่าทหารออกตามล่าจับกุมโจร แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
ต่อมา พระโพธิสัตว์ทรงมีพระราชดำริว่า “เราจะใช้วิธีการที่แยบยลกว่านี้”
พระองค์จึงมีรับสั่งให้ประกาศไปทั่วเมือง ว่าผู้ใดสามารถจับกุมโจรได้ จะได้รับรางวัลอันงาม
ข่าวนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงหูเหล่าโจร
เหล่าโจรต่างก็หวาดกลัว และคิดหาวิธีเอาตัวรอด
แต่แล้ว โจรผู้หนึ่งในกลุ่มก็เกิดความคิดร้ายขึ้น
“ทำไมเราไม่ลองไปจับโจรคนอื่นมาส่งให้พระราชาเล่า?” โจรตนนั้นกล่าว “เราก็จะได้เงินรางวัล แล้วเราก็ยังคงเป็นอิสระ”
เหล่าโจรเห็นด้วยกับแผนการนี้ พวกเขาจึงวางแผนจับกุมโจรอีกกลุ่มหนึ่ง และนำไปมอบให้แก่พระราชา
เมื่อพระราชาทรงเห็นเหล่าโจรถูกนำมาถวาย ก็ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงมอบรางวัลอันใหญ่หลวงให้แก่กลุ่มโจรที่นำโจรมาส่ง
แต่แล้ว เมื่อพระราชาทรงสอบสวนโจรที่ถูกจับมา ก็ทรงทราบความจริงว่า กลุ่มโจรที่นำโจรมาส่งนั้น แท้จริงแล้วก็เป็นโจรเช่นเดียวกัน
พระโพธิสัตว์ทรงทราบดังนั้น ก็ทรงไม่ทรงกริ้ว แต่ทรงเห็นถึงความฉลาดแกมโกงของเหล่าโจร
พระองค์จึงตรัสว่า “พวกเจ้าเป็นโจรเหมือนกัน ทำไมจึงคิดจับโจรด้วยกันมาให้เรา?”
เหล่าโจรตอบว่า “ข้าแต่มหาราช พวกข้าพระองค์ต้องการเงินรางวัล”
พระโพธิสัตว์ทรงแย้มสรวล “ดีแล้ว พวกเจ้ามีความคิดเฉลียวฉลาดในการเอาตัวรอด”
พระองค์จึงทรงไม่ลงโทษเหล่าโจร แต่ทรงตั้งกฎใหม่ว่า “นับจากนี้ไป หากผู้ใดจับกุมโจรได้ จะได้รับรางวัล แต่หากผู้ใดนำโจรมาให้เรา โดยที่ผู้นั้นเองก็เป็นโจร ก็จะถูกลงโทษ”
นับตั้งแต่นั้นมา โจรทั้งหลายก็ไม่กล้าที่จะหลอกลวงพระราชาอีกต่อไป และเมืองก็สงบสุข
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเล่าเรื่องนี้จบลง ทรงหันไปตรัสกับพระภิกษุผู้หลงผิดว่า “ดูก่อนภิกษุ จงระลึกถึงกาลครั้งนั้น เมื่อเราเป็นพระราชา เจ้าเป็นโจรผู้หลอกลวง”
พระภิกษุผู้หลงผิดก็เกิดความละอายใจ และยอมรับผิด
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การหลอกลวงผู้อื่นนั้น แม้จะดูเหมือนได้ผลในระยะสั้น แต่สุดท้ายก็จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย และความเดือดร้อน
— In-Article Ad —
การหลอกลวงผู้อื่น อาจให้ผลประโยชน์ชั่วคราว แต่สุดท้ายจะนำมาซึ่งความเสียหาย
บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี, สัจจบารมี
— Ad Space (728x90) —
19เอกนิบาตมหาสีลวชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันเป็นที่ตั้งของมหานครราชคฤห์ ขณะนั้นพระโพธิสัตว์ทรง...
💡 ศีลธรรมเป็นเกราะคุ้มกันภัยอันยิ่งใหญ่ แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือภยันตรายเพียงใด หากเรายึดมั่นในความดีงาม ความบริสุทธิ์ และความถูกต้องแล้ว เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ไปได้เสมอ
546มหานิบาตมหาอุตตรชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นโกศลอันไพบูลย์ มีพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรมปกครองอาณาประชา...
💡 ความรอบคอบในการใช้จ่ายทรัพย์สินเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุกของส่วนรวม
415สัตตกนิบาตอัฏฐานิยชาดก (เรื่องพระพุทธเจ้าทรงเป็นกษัตริย์) ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงเว...
💡 การแก้ปัญหาด้วยสติปัญญาและความเมตตา ย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้กำลังเพียงอย่างเดียว การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา และการให้โอกาสผู้อื่นในการกลับตัวกลับใจ เป็นหนทางแห่งความสงบสุขที่ยั่งยืน.
317จตุกกนิบาตมหาธนุปชาดกในอดีตกาล เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ ทรงได้อุบัติเป็น 'ธนู' อัน...
💡 พลังที่แท้จริงอยู่ที่การใช้ปัญญาและเมตตาควบคู่ไปกับการแสดงกำลัง
298ติกนิบาตสุธรรมมชาดกในยุคโบราณกาล เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมี ทรงเกิดเป็นพราหมณ์ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด นามว...
💡 ปัญญาที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับความอ่อนน้อมถ่อมตน และการนำความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น
327จตุกกนิบาตสิริมาลชาดก ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุง...
💡 สิริมาลชาดก สอนให้เราเห็นถึงผลของกรรมที่ส่งผลต่อชีวิต การประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ จะนำมาซึ่งความดีงามและความเจริญรุ่งเรือง การรู้จักต่อสู้ดิ้นรน อดทน และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เป็นคุณสมบัติอันล้ำค่าที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นทุกข์ยากไปได้ นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อเรามีกำลังหรือบุญบารมีเพียงพอ
— Multiplex Ad —