ข้ามไปเนื้อหาหลัก
สุริยโชตรชาดก (ครั้งที่ 2)
ชาดก 547 เรื่อง
254

สุริยโชตรชาดก (ครั้งที่ 2)

Buddha24 AIติกนิบาต
ฟังเนื้อหา

สุริยโชตรชาดก (ครั้งที่ 2)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นกาสี มีพระราชาผู้ทรงธรรมปกครองเมืองพาราณสี พระนามว่า พระเจ้าพรหมทัต ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ด้วยความยุติธรรม ทำให้บ้านเมืองสงบร่มเย็น และมีความเจริญรุ่งเรือง ทรงมีพระมเหสีผู้เลอโฉมและมีคุณธรรมนามว่า สุชาดาเทวี

ในขณะนั้นเอง ในป่าหิมพานต์อันอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ และท่ามกลางป่าอันเงียบสงบ มีต้นกุ่มน้ำใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมสระน้ำใส ต้นกุ่มน้ำนี้มิใช่ต้นกุ่มน้ำธรรมดา หากแต่เป็นที่สถิตของมหาสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ คือ พญานาคราชนามว่า สุริยโชตรนาคราช พระองค์เป็นนาคราชผู้มีฤทธิ์มาก มีเกล็ดสีทองอร่ามดังดวงตะวันยามรุ่งอรุณ ยามเมื่อพระองค์แผ่พังพาน ดวงตาของพระองค์ส่องประกายราวกับดาวประกายพรึก

สุริยโชตรนาคราชทรงดำรงอยู่ด้วยความสุขในนาคพิภพใต้บาดาล แต่ด้วยบุญบารมีที่ทรงสั่งสมมาในอดีต พระองค์ทรงระลึกถึงชาติภพที่เคยเป็นมนุษย์ และทรงปรารถนาที่จะบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุพระนิพพาน

วันหนึ่ง สุริยโชตรนาคราชทรงนิมิตเห็นพระโพธิสัตว์จุติลงสู่พระครรภ์ของพระมเหสีสุชาดาเทวีแห่งเมืองพาราณสี ความปีติยินดีพลุ่งพล่านขึ้นในพระทัย พระองค์ทรงตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องลงไปจุติเป็นมนุษย์ เพื่อบำเพ็ญบารมีให้เต็มเปี่ยม

เมื่อพระมเหสีสุชาดาเทวีทรงพระครรภ์ พระนางทรงมีพระอาการแปลกประหลาด พระวรกายของพระนางสว่างไสวราวกับมีแสงอาทิตย์ส่องสว่างออกมาจากพระวรกายเสมอ จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วทั้งเมือง และด้วยเหตุนี้ พระเจ้าพรหมทัตจึงทรงพระราชทานนามแด่พระกุมารว่า "สุริยโชตรกุมาร" ซึ่งหมายถึง "กุมารผู้มีแสงอาทิตย์สว่างไสว"

สุริยโชตรกุมารทรงเจริญวัยขึ้นเป็นหนุ่มน้อยผู้มีรูปโฉมงดงาม ผิวพรรณผ่องใสราวกับทองคำ ทรงมีปัญญาเฉลียวฉลาด เฉลลียวฉลาดเกินวัย และทรงมีพระทัยเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทรงศึกษาศิลปะวิทยาการต่างๆ จนแตกฉาน พระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่ของพระบรมชนกนาถ และประชาชนทั้งหลาย

เมื่อสุริยโชตรกุมารทรงเจริญวัยถึงกาลอันควร พระเจ้าพรหมทัตจึงทรงสถาปนาให้เป็นอุปราช และมอบหมายให้ดูแลราชการบ้านเมือง ทรงบริหารราชการแผ่นดินด้วยความยุติธรรมและเฉลียวฉลาด ทำให้บ้านเมืองยิ่งมีความสงบร่มเย็น และไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ก็มีความสุข

แต่ทว่า ในระหว่างที่ทรงดำรงตำแหน่งอุปราช สุริยโชตรกุมารทรงรู้สึกถึงความไม่เที่ยงของชีวิตในทางโลก ทรงเห็นความทุกข์ยากลำบากของประชาชนบางส่วน และทรงตระหนักว่า การครองราชย์นั้นเป็นภาระอันหนักอึ้ง พระองค์จึงทรงเริ่มมีพระทัยน้อมไปทางบรรพชาน้อยลง

วันหนึ่ง ขณะที่สุริยโชตรกุมารทรงประทับสำราญพระทัยอยู่ ณ พระราชอุทยานอันร่มรื่น ทรงทอดพระเนตรเห็นนักบวชพราหมณ์ผู้มีศีลจารวัตรอันงดงาม เดินทางผ่านมา นักบวชเหล่านั้นมีผิวพรรณผ่องใส มีรอยยิ้มอันสงบ และมีดวงตาที่เปล่งประกายแห่งปัญญา

สุริยโชตรกุมารทรงบังเกิดความเลื่อมใสในปฏิปทาของนักบวชเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงตรัสถามถึงการดำรงชีวิตของพวกเขา และได้ทรงทราบว่า พวกเขาเหล่านั้นดำรงชีวิตด้วยการบำเพ็ญเพียรทางจิต สละซึ่งกามคุณ และมุ่งสู่พระนิพพาน

คำสอนของนักบวชเหล่านั้นได้จุดประกายแห่งศรัทธาในพระทัยของสุริยโชตรกุมารให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง พระองค์ทรงใคร่ครวญถึงชีวิตของตนเอง การแสวงหาความสุขทางโลกนั้นมิใช่หนทางแห่งความสุขที่แท้จริง

ด้วยพระหฤทัยที่แน่วแน่ สุริยโชตรกุมารจึงทรงตัดสินใจที่จะละซึ่งทางโลก และออกผนวชเพื่อบำเพ็ญเพียร ทรงกราบทูลลาพระบรมชนกนาถ พระเจ้าพรหมทัต ทรงทราบถึงพระประสงค์ของพระโอรส ก็ทรงโศกเศร้าเสียพระทัย แต่ก็ทรงเข้าใจถึงพระอุดมการณ์อันสูงส่ง

"ลูกรัก" พระเจ้าพรหมทัตตรัสด้วยพระสุรเสียงที่สั่นเครือ "พ่อเข้าใจความตั้งใจของเจ้า แต่พ่อก็อดที่จะเป็นห่วงเจ้ามิได้ เจ้าจะไปแสวงหาธรรมที่ไหนเล่า?"

"ข้าแต่พระบรมชนกนาถ" สุริยโชตรกุมารตรัสตอบด้วยความเคารพ "ข้าพระองค์จะไปแสวงหาพระอรหันต์ผู้ทรงภูมิธรรม ณ ป่าหิมพานต์ เพื่อศึกษาพระธรรมอันสูงสุด และบำเพ็ญเพียรให้เข้าถึงพระนิพพาน"

สุริยโชตรกุมารทรงรับการอุปสมบทจากพระอรหันต์ผู้ทรงภูมิธรรม ณ ป่าหิมพานต์ พระองค์ทรงละซึ่งความเป็นกษัตริย์ ละซึ่งลาภสักการะ และบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด ทรงอดทนต่อความยากลำบากต่างๆ นานา ทั้งความหิวโหย ความหนาวเหน็บ และความโดดเดี่ยว

ในระหว่างที่ทรงบำเพ็ญเพียร ณ ป่าหิมพานต์ สุริยโชตรกุมารทรงได้พบเจออุปสรรคมากมาย บางครั้งทรงถูกสัตว์ป่าคุกคาม บางครั้งทรงประสบกับความท้อแท้สิ้นหวัง แต่ด้วยพระหฤทัยที่แน่วแน่ และความศรัทธาอันแรงกล้า พระองค์ก็ทรงผ่านพ้นทุกอุปสรรคไปได้

วันหนึ่ง ขณะที่สุริยโชตรกุมารทรงนั่งบำเพ็ญสมาธิอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทรงพลันได้ยินเสียงอันโหยหวนดังมาจากที่ไกลๆ พระองค์ทรงลืมตาขึ้น และทอดพระเนตรไปยังทิศทางของเสียง

ทรงเห็นกลุ่มโจรป่ากำลังรุมทำร้ายหญิงชราผู้หนึ่ง หญิงชราผู้นั้นกำลังหวาดกลัวสุดขีด และพยายามขอความช่วยเหลือ

สุริยโชตรกุมารทรงรู้สึกถึงความทุกข์ของหญิงชราผู้นั้น พระองค์ทรงลุกขึ้นยืน และเดินตรงไปยังกลุ่มโจรป่า

"พวกเจ้าหยุดการกระทำอันโหดร้ายนี้เสีย!" สุริยโชตรกุมารตรัสด้วยพระสุรเสียงอันดังกังวาน

หัวหน้าโจรป่ามองมาที่สุริยโชตรกุมารด้วยแววตาเหยียดหยาม

"เจ้าเป็นใครกัน กล้ามาสั่งพวกข้า!" หัวหน้าโจรป่าตะโกน

"ข้าเป็นนักบวชผู้มาแสวงหาความสงบ" สุริยโชตรกุมารตรัสตอบ "การเบียดเบียนผู้อื่นนั้นมิใช่หนทางแห่งความดีงาม"

หัวหน้าโจรป่าหัวเราะเยาะ

"ความดีงามอะไรเล่า! การปล้นชิงนี้คือหนทางที่จะทำให้พวกข้าอยู่รอด"

สุริยโชตรกุมารทรงทราบดีว่า การใช้กำลังอาจนำไปสู่ความรุนแรงที่มากขึ้น พระองค์จึงทรงใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา

"หากพวกเจ้าต้องการทรัพย์สิน" สุริยโชตรกุมารตรัส "ข้ามีของมีค่าอยู่ชิ้นหนึ่ง ที่สามารถให้พวกเจ้าได้มากกว่าทรัพย์สินใดๆ"

พวกโจรป่าเริ่มสนใจ

"อะไรกัน?" หัวหน้าโจรป่าถาม

"คือยันต์ศักดิ์สิทธิ์นี้" สุริยโชตรกุมารทรงหยิบยันต์ที่ทรงเขียนขึ้นจากใบไม้แห้ง และนำมาปลุกเสกด้วยมนตรา "หากผู้ใดมีไว้ในครอบครอง จะแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง และจะพบแต่โชคลาภ"

พวกโจรป่าหลงเชื่อคำพูดของสุริยโชตรกุมาร ทรงแลกเอาของมีค่าที่ปล้นมาได้จากหญิงชรา เพื่อแลกกับยันต์ศักดิ์สิทธิ์นั้น

สุริยโชตรกุมารทรงนำของมีค่าเหล่านั้นไปคืนให้กับหญิงชรา พร้อมทั้งปลอบประโลมให้คลายความหวาดกลัว

"ข้าแต่ท่านนักบวช" หญิงชรากล่าวด้วยความซาบซึ้ง "ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าจะตอบแทนท่านอย่างไรดี?"

"ความสุขของท่านคือสิ่งตอบแทนอันประเสริฐที่สุดแล้ว" สุริยโชตรกุมารตรัส "จงเดินทางกลับบ้านด้วยความปลอดภัย"

หลังจากเหตุการณ์นั้น สุริยโชตรกุมารทรงได้ตระหนักถึงคุณค่าของการช่วยเหลือผู้อื่น แม้ในขณะที่ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ก็ตาม พระองค์ทรงไม่ละทิ้งซึ่งการบำเพ็ญทานบารมี

หลายปีผ่านไป สุริยโชตรกุมารทรงบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด จนทรงบรรลุอภิญญา และสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้

วันหนึ่ง พระองค์ทรงนิมิตเห็นว่า พระมารดาของพระองค์คือ สุชาดาเทวี ทรงประชวรหนัก และต้องการยาชนิดพิเศษ ที่มีสรรพคุณในการรักษาโรค

สุริยโชตรกุมารทรงทราบทันทีว่า ยานี้คือ "ดอกสุริยวงศ์" ซึ่งเป็นดอกไม้หายากที่ขึ้นอยู่บนยอดเขาอันสูงชันในป่าหิมพานต์

พระองค์ทรงตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังยอดเขาเพื่อเก็บดอกสุริยวงศ์

การเดินทางนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค ทรงต้องเผชิญกับลมพายุที่โหมกระหน่ำ ความลื่นของหินผา และความหนาวเหน็บอันเยือกแข็ง

เมื่อทรงใกล้ถึงยอดเขา ทรงพบกับพญางูพิษร้าย ที่เฝ้าปกป้องดอกสุริยวงศ์อยู่

พญางูพิษร้ายคำรามเสียงดัง

"เจ้าเป็นใคร กล้ามายุ่งกับสมบัติของข้า!"

สุริยโชตรกุมารทรงไม่ทรงหวั่นไหว

"ข้ามาเพื่อเก็บดอกสุริยวงศ์ เพื่อนำไปรักษาพระมารดาของข้า" พระองค์ตรัส

"เจ้าไม่สามารถเอาไปได้!" พญางูพิษร้ายพ่นพิษใส่

สุริยโชตรกุมารทรงใช้สมาธิอันแก่กล้า ปัดป้องพิษร้ายนั้นไว้ได้

ทรงใช้เมตตาจิตของพระองค์ เข้าไปเจรจากับพญางูพิษร้าย

"ท่านงูพิษ" สุริยโชตรกุมารตรัส "ข้าเข้าใจว่าท่านหวงแหนดอกไม้นี้ แต่ชีวิตของพระมารดาของข้าสำคัญยิ่งกว่า ข้าขอร้องท่าน โปรดเห็นใจข้าด้วย"

พญางูพิษร้ายเห็นถึงความจริงใจและความเมตตาในดวงตาของสุริยโชตรกุมาร จึงอ่อนลง

"ท่านนักบวช" พญางูพิษร้ายกล่าว "ข้าเห็นถึงความรักและความกตัญญูของท่าน ข้าจะยอมให้ท่านเก็บดอกสุริยวงศ์ไป แต่ท่านต้องสัญญาว่า จะไม่นำไปใช้ในทางที่ผิด"

สุริยโชตรกุมารทรงให้คำมั่นสัญญา และทรงเก็บดอกสุริยวงศ์มาได้สำเร็จ

พระองค์ทรงรีบเดินทางกลับเมืองพาราณสี และนำดอกสุริยวงศ์ไปถวายแด่พระมารดา

ด้วยสรรพคุณอันวิเศษของดอกสุริยวงศ์ พระมเหสีสุชาดาเทวีก็ทรงหายจากพระอาการประชวร

เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทรงทราบว่า พระโอรสทรงบรรลุอภิญญา และทรงบำเพ็ญเพียรจนสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ก็ทรงปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง

สุริยโชตรกุมารทรงดำรงอยู่ในสมณเพศ บำเพ็ญเพียร และช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายตลอดไป จนกระทั่งสิ้นอายุขัย

เมื่อสิ้นอายุขัย สุริยโชตรกุมารก็ทรงไปจุติบนสวรรค์ชั้นดุสิต

คติธรรม

การบำเพ็ญเพียรทางจิต มิใช่การหนีโลก แต่เป็นการแสวงหาความสุขที่แท้จริง และการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญบารมี

บารมีที่บำเพ็ญ

ทานบารมี, ศีลบารมี, เนกขัมมบารมี, ปัญญาบารมี, วิริยบารมี, ขันติบารมี, สัจจบารมี, อธิฏฐานบารมี, เมตตาบารมี, อุเบกขาบารมี

— In-Article Ad —

💡คติธรรม / ข้อคิด

การบำเพ็ญเพียรทางจิต มิใช่การหนีโลก แต่เป็นการแสวงหาความสุขที่แท้จริง และการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญบารมี

บารมีที่บำเพ็ญ: ทานบารมี, ศีลบารมี, เนกขัมมบารมี, ปัญญาบารมี, วิริยบารมี, ขันติบารมี, สัจจบารมี, อธิฏฐานบารมี, เมตตาบารมี, อุเบกขาบารมี

— Ad Space (728x90) —

นิทานชาดกเรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สุนักขัตตชาดก
427นวกนิบาต

สุนักขัตตชาดก

สุนักขัตตชาดกในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถีอันเจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐีผู้หนึ่งนามว่า สุนักขัตตะ เป็นผู้ม...

💡 ความตระหนี่เป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่ถูกขโมยไป เพราะไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ และยังนำมาซึ่งความทุกข์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น การรู้จักแบ่งปันและทำบุญให้ทาน จะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ

มุสิกชนกชาดก (Musika-janaka Jataka)
442ทสกนิบาต

มุสิกชนกชาดก (Musika-janaka Jataka)

มุสิกชนกชาดกในสมัยโบราณกาล ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระมุสิกราช พ...

💡 การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยความเข้าใจและความเมตตา ย่อมนำมาซึ่งสันติสุขและความยั่งยืน มากกว่าการใช้กำลังหรือการลงโทษเพียงอย่างเดียว

มหาธนูรัฐชาดก
196ทุกนิบาต

มหาธนูรัฐชาดก

มหาธนูรัฐชาดกครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้ว ในนครเวสาลีอันรุ่งเรือง พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระอาลักษณ...

💡 ปัญญาและวาจาที่ประกอบด้วยเหตุผล สามารถยุติความขัดแย้งที่รุนแรง และนำมาซึ่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองแก่ส่วนรวม

กุกกุรชาดก
215ทุกนิบาต

กุกกุรชาดก

กุกกุรชาดก ณ แคว้นมคธ อันเป็นแผ่นดินที่รุ่งเรืองด้วยพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกา...

💡 การทำความดีนั้น ย่อมมีอุปสรรคเข้ามาขัดขวางเสมอ แต่ผู้ที่มีจิตใจมั่นคง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ย่อมสามารถก้าวข้ามผ่านไปได้ และผลแห่งความดีนั้น จะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญที่แท้จริง

สิริปาละชาดก: การเสียสละเพื่อความจริง
387ฉักกนิบาต

สิริปาละชาดก: การเสียสละเพื่อความจริง

สิริปาละชาดกในยุคพุทธกาลอันรุ่งเรือง ณ แคว้นมคธ เมืองราชคฤห์ อันเป็นที่ตั้งของพระเวฬุวันมหาวิหาร อัน...

💡 การรักษาคำมั่นสัญญาและความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญ แม้จะต้องเสียสละอย่างยิ่งใหญ่.

วิรุฬหชาดก
380ฉักกนิบาต

วิรุฬหชาดก

วิรุฬหชาดกณ อาณาจักรที่รุ่งเรืองแห่งหนึ่ง นามว่า อังคะ มีพระราชาผู้ทรงปรีชาสามารถนามว่า พระวิรุฬห พร...

💡 ความอาฆาตแค้นนำมาซึ่งความเดือดร้อน การให้อภัยและให้โอกาสในการกลับตัวกลับใจเป็นหนทางสู่ความสงบสุข

— Multiplex Ad —

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน วิเคราะห์การเข้าชม และแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง นโยบายความเป็นส่วนตัว