
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าหิมพานต์อันอุดมสมบูรณ์ ที่ซึ่งมีพฤกษชาติอันตระการตาและสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ในป่าแห่งนั้นมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาแผ่ไพศาล เป็นที่พำนักของเหล่านกนานาพันธุ์ หนึ่งในนั้นคือนกแขกเต้าคู่หนึ่งที่รักใคร่ปรองดองกันเป็นอย่างยิ่ง นกตัวผู้มีนามว่า "สัญชปนะ" และนกตัวเมียมีนามว่า "สัญชปนี" ทั้งสองต่างมีขนสีเขียวสดใสราวใบไม้ในฤดูใบไม้ผลิ สลับด้วยสีแดงสดบนหน้าผาก อันเป็นเอกลักษณ์ของนกแขกเต้าที่สวยงาม
สัญชปนะเป็นนกที่ฉลาดเฉลียว มีไหวพริบ และมีความสามารถในการพูดเลียนเสียงมนุษย์ได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนสัญชปนีนั้นก็เป็นนกที่อ่อนโยน มีเมตตา และมีความซื่อสัตย์ต่อสัญชปนะอย่างหาที่สุดมิได้ ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขบนต้นไม้ใหญ่นั้น หาอาหารกินด้วยกัน และดูแลซึ่งกันและกัน
วันหนึ่ง ขณะที่สัญชปนะกำลังออกหากินตามปกติ ก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากทิศทางหนึ่ง ด้วยความสงสาร สัญชปนะจึงรีบบินไปยังเสียงนั้น เมื่อไปถึงก็พบกับพรานป่าผู้หนึ่ง กำลังเจ็บปวดจากการถูกแผงหนามเกี่ยวขาจนเลือดไหลนอง
สัญชปนะเห็นดังนั้นก็เกิดความสงสารเป็นกำลัง แม้จะเป็นสัตว์ป่า แต่ด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตา จึงเอ่ยปากพูดเป็นภาษามนุษย์กับพรานป่าว่า "ท่านพราน เหตุใดจึงมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เล่า?"
พรานป่าตกใจยิ่งนักเมื่อได้ยินเสียงนกพูดภาษามนุษย์ เขาเหลียวมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง แต่เมื่อเห็นสัญชปนะเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้ๆ เขาก็ยิ่งแปลกใจ "โอ้ นกเอ๋ย เจ้าพูดได้เช่นไร?"
"ข้าพเจ้าเป็นนกแขกเต้าที่ฝึกฝนตนเองมานานจนสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ บัดนี้ท่านเจ็บปวดมากนัก ข้าพเจ้าขอช่วยท่านนะ" สัญชปนะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
พรานป่ารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของสัญชปนะ เขาพยายามจะแกะแผงหนามออกเอง แต่ด้วยความเจ็บปวดทำให้เขาทำได้เพียงครวญคราง
"ท่านพราน อย่าเพิ่งขยับมากนัก ข้าพเจ้าจะลงไปช่วยแกะแผงหนามให้" สัญชปนะกล่าว พร้อมกับค่อยๆ ร่อนลงมาที่พื้นดิน
ด้วยความคล่องแคล่วและปัญญาอันชาญฉลาด สัญชปนะใช้ปากและเท้าของมันค่อยๆ งัดแงะแผงหนามที่เกี่ยวขาพรานป่าออกอย่างเบามือ พรานป่ารู้สึกเจ็บปวดน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อหนามถูกแกะออก
เมื่อหนามถูกแกะออกจนหมด พรานป่าก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง เขามองสัญชปนะด้วยความประหลาดใจและเคารพ "เจ้าคือนกที่ประเสริฐยิ่งนัก ข้าไม่เคยพบเจอสัตว์ใดที่มีจิตใจดีงามเช่นนี้มาก่อน ข้าจะตอบแทนบุญคุณของเจ้าอย่างไรดี?"
"ท่านพราน การช่วยเหลือท่านในครั้งนี้เป็นความสุขของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าเพียงปรารถนาให้ท่านไม่เบียดเบียนสัตว์ป่าอื่นอีกต่อไป และจงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท" สัญชปนะกล่าว
พรานป่าพยักหน้าเห็นด้วย เขาผูกผ้าที่เตรียมมาพันแผลที่ขาของตนเอง และลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล "ข้าจะจดจำบุญคุณของเจ้า สัญชปนะ จะไม่ลืมเลือนเลย" เขาเอ่ย
หลังจากพรานป่าจากไป สัญชปนะก็บินกลับรังด้วยความปลาบปลื้มใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อกลับถึงรัง สัญชปนีก็ต้อนรับด้วยความห่วงใย "ท่านพี่ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ หายไปนาน ข้าเป็นห่วงยิ่งนัก"
"ข้าสบายดี สัญชปนีเอ๋ย วันนี้ข้าได้ช่วยเหลือพรานป่าผู้หนึ่ง ซึ่งติดกับแผงหนามบาดเจ็บ" สัญชปนะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้สัญชปนีฟัง
สัญชปนีได้ฟังก็ปลาบปลื้มใจในความดีงามของสามี "ท่านพี่เป็นนกที่ประเสริฐยิ่งนัก มีจิตใจเมตตาต่อทุกชีวิต"
ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขต่อไป แต่แล้ววันหนึ่ง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
สัญชปนีออกไปหาอาหารตามปกติ แต่คราวนี้โชคร้ายที่เธอพลัดตกลงไปในหลุมพรางที่พรานป่าคนเดิม (ซึ่งกลับมาหากินในป่าอีกครั้ง) ดักไว้
สัญชปนะรอคอยภรรยาอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน สัญชปนีก็ยังไม่กลับมา สัญชปนะเริ่มกระวนกระวายใจ เขาออกตามหาภรรยาไปทั่วป่า
ในขณะที่ตามหาอยู่นั้น สัญชปนะก็บังเอิญไปพบกับพรานป่าคนเดิมที่เขาเคยช่วยเหลือไว้ พรานป่าจำสัญชปนะได้ทันที
"เจ้านี่เอง สัญชปนะ! นกที่เคยช่วยข้าไว้" พรานป่ากล่าวด้วยท่าทางเย็นชา
สัญชปนะเห็นพรานป่าก็ดีใจ นึกว่าพรานป่าจะช่วยตามหาสัญชปนี "ท่านพราน ท่านเห็นภรรยาของข้าหรือไม่ นางเป็นนกแขกเต้าสีเขียวสดใส กำลังหายไป"
พรานป่าได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเยาะ "ฮ่าๆๆ เจ้าหลงคิดว่าข้าจะตอบแทนบุญคุณเจ้าอย่างนั้นรึ? เจ้าไม่รู้หรือว่าหลุมพรางที่เจ้าเห็นอยู่นั่น มันคือกับดักที่ข้าดักไว้ และนกแขกเต้าที่ติดกับดักอยู่นั่น ก็คือภรรยาของเจ้าไงเล่า!"
สัญชปนะตกใจจนแทบสิ้นสติ ภาพของสัญชปนีที่ดิ้นรนอยู่ในหลุมพรางปรากฏขึ้นในมโนภาพของเขา เขาได้ยินเสียงร้องอันแผ่วเบาของภรรยา
"สัญชปนี! ที่รัก!" สัญชปนะร้องเรียกด้วยเสียงอันสั่นเครือ
พรานป่าหัวเราะเยาะเย้ย "เจ้าจะทำอันใดได้เล่า? เจ้าก็เป็นเพียงนกตัวเล็กๆ"
สัญชปนะมองไปที่หลุมพรางด้วยความสิ้นหวัง แต่แล้วเขาก็รวบรวมสติและความกล้าหาญทั้งหมดที่มี
"ท่านพราน ข้าเคยช่วยท่านไว้ ท่านจงปล่อยภรรยาของข้าไปเถิด" สัญชปนะอ้อนวอน
"ข้าไม่ปล่อย! ข้าจะจับพวกเจ้าไปขายเสีย!" พรานป่ากล่าวอย่างเหี้ยมโหด
สัญชปนะรู้ดีว่าการอ้อนวอนคงไม่เป็นผล เขาจึงตัดสินใจใช้สติปัญญาที่มี
"ถ้าท่านไม่ปล่อยนาง ท่านก็จะต้องเสียใจ" สัญชปนะกล่าว
พรานป่าเลิกคิ้วอย่างสงสัย "เจ้าจะทำอันใดได้?"
สัญชปนะใช้เสียงอันไพเราะของมัน เลียนแบบเสียงของพรานป่าที่มักจะตะโกนสั่งผู้อื่น "เฮ้! พวกเจ้า! มาช่วยข้าเร็วเข้า! ข้าจับนกแขกเต้าได้แล้ว!"
เสียงของสัญชปนะก้องกังวานไปทั่วป่า พรานป่าตกใจ คิดว่ามีพวกพ้องของตนเองมาเห็นเข้า เขาจึงรีบหันไปมองรอบๆ ด้วยความประหลาดใจ
ในช่วงที่พรานป่าเสียสมาธิไปนั้นเอง สัญชปนะก็ใช้โอกาสนั้นบินลงไปที่หลุมพรางอย่างรวดเร็ว เขาพยายามช่วยสัญชปนีให้ปีนขึ้นมา
"สัญชปนี! จับข้าไว้!" สัญชปนะกล่าว
สัญชปนีพยายามอย่างสุดกำลังที่จะปีนขึ้นมา แต่ขาก็ยังคงเจ็บอยู่
สัญชปนะไม่ย่อท้อ เขาใช้ปากของมันค่อยๆ คาบกิ่งไม้เล็กๆ มาวางให้สัญชปนีปีนป่าย
พรานป่าเมื่อเห็นว่าไม่มีใครมา เขาก็หันกลับมาอีกครั้ง แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นสัญชปนะกำลังช่วยสัญชปนี
"แก! เจ้ากล้ามาก!" พรานป่าตะโกน
แต่สัญชปนะและสัญชปนีก็พยายามปีนขึ้นมาอย่างไม่ลดละ
ในขณะที่พรานป่ากำลังจะเข้ามาจับกุม สัญชปนะก็ตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง "ท่านพราน! ท่านลืมแล้วหรือว่าข้าเคยช่วยท่านไว้! บัดนี้ท่านกำลังจะทำร้ายผู้ที่เคยมีบุญคุณกับท่าน! ความดีที่ข้าเคยทำกับท่าน จะถูกท่านทำลายไปด้วยการกระทำที่โหดร้ายนี้!"
คำพูดของสัญชปนะทำให้พรานป่าชะงัก เขาเริ่มรู้สึกผิด เขาหวนนึกถึงตอนที่ขาของตนเองเจ็บปวด และนกตัวเล็กๆ นี้ได้ช่วยเหลือเขาไว้
พรานป่ามองดูสัญชปนีที่กำลังดิ้นรน และมองดูสัญชปนะที่พยายามช่วยเหลือภรรยาอย่างสุดกำลัง
ในที่สุด พรานป่าก็ทิ้งปืนล่าสัตว์ลง และเดินจากไปอย่างเงียบๆ
สัญชปนะและสัญชปนีสามารถปีนออกจากหลุมพรางมาได้อย่างปลอดภัย
ทั้งสองโผเข้าหากันด้วยความรักและความซาบซึ้งในโชคชะตา
"ท่านพี่ ข้าเกือบจะแย่แล้ว" สัญชปนีกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
"ไม่ต้องห่วงนะ สัญชปนี ข้าจะปกป้องเจ้าเสมอ" สัญชปนะตอบ
ทั้งสองโผบินกลับรังของตนเองด้วยความสุข
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สัญชปนะก็ยิ่งสอนให้สัญชปนีระมัดระวังตัวอยู่เสมอ และทั้งสองก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป
ในอีกด้านหนึ่ง พรานป่าคนนั้น หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาก็กลับไปคิดทบทวนถึงการกระทำของตนเอง เขาตระหนักได้ว่าการตอบแทนบุญคุณด้วยความพยาบาทนั้น เป็นสิ่งที่ผิด
เขาจึงตัดสินใจเลิกอาชีพพรานป่า และหันไปประกอบอาชีพสุจริตแทน
การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเมตตา แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ก็อาจนำพาซึ่งความดีงามกลับคืนมาได้ในยามที่เราต้องการ และการตอบแทนบุญคุณด้วยความพยาบาท ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อน และเป็นการทำลายคุณธรรมอันดีงาม
เมตตาบารมี
— In-Article Ad —
การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเมตตา แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ก็อาจนำพาซึ่งความดีงามกลับคืนมาได้ในยามที่เราต้องการ และการตอบแทนบุญคุณด้วยความพยาบาท ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อน และเป็นการทำลายคุณธรรมอันดีงาม
บารมีที่บำเพ็ญ: เมตตาบารมี
— Ad Space (728x90) —
185ทุกนิบาตปทุมชาดก (เรื่องดอกบัว) ในอดีตกาลอันไกลโพ้น เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ชาติหนึ่ง ไ...
💡 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก หรือมูลค่าทางทรัพย์สิน แต่คือคุณค่าที่จะนำไปสู่การช่วยเหลือผู้อื่น และการกระทำความดี การแบ่งปัน และการช่วยเหลือผู้ตกยาก คือหนทางที่จะนำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืน และการบำเพ็ญบารมีที่แท้จริง
533มหานิบาตการเห็นโทษของกิเลสณ เมืองพาราณสี มีเศรษฐีผู้หนึ่งนามว่า มหาสาล เขาเป็นผู้ที่ร่ำรวยมหาศาล มีทรัพย์สิน...
💡 การเห็นโทษของกิเลส ตระหนักถึงอันตรายของความโลภ จะนำพาไปสู่การหลุดพ้น
346จตุกกนิบาตเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาณ แคว้นอันอุดมสมบูรณ์นามว่า มคธ ผู้คนส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและพอเพียง ทว...
💡 ปัญญาและความเพียรพยายามที่ได้รับการแบ่งปัน สามารถแก้ไขปัญหาที่ใหญ่หลวง และนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์
283ติกนิบาตวิหารพละชาดกในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ที่วัดพระเชตวันมหาวิหาร ทรงมีพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นผ...
💡 การหลอกลวงผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียและบาปกรรม
284ติกนิบาตมหากปปิชาดกณ แคว้นโกศล เมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรือง มีพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรมปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้...
💡 การหลอกลวงผู้อื่น อาจให้ผลประโยชน์ชั่วคราว แต่สุดท้ายจะนำมาซึ่งความเสียหาย
303จตุกกนิบาตมหานารทพรหมชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยพุทธกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก สุเมธบั...
💡 นิทานเรื่องนี้สอนให้เห็นถึงโทษของ ทิฏฐิมานะ อันเป็นกิเลสที่บดบังปัญญา และนำไปสู่ความทุกข์ การที่เรายึดมั่นในความคิดของตนเอง ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น ทำให้เราพลาดโอกาสในการเรียนรู้ และอาจนำพาเราไปสู่ทางที่ผิด
— Multiplex Ad —