
นานมาแล้ว ณ แคว้นมคธอันอุดมสมบูรณ์ ในป่าอันเขียวชอุ่มแห่งหนึ่ง พระโพธิสัตว์ทรงประสูติเป็น "คิรินทะ" ทารกผู้เกิดมาพร้อมกับปัญญาล้ำเลิศ เขาเป็นโอรสของพระราชาแห่งแคว้นนั้น แต่ด้วยเหตุการณ์บางประการ ทำให้เขาต้องพลัดพรากจากพระบิดาและพระมารดาตั้งแต่ยังเยาว์วัย
เติบโตขึ้นมา คิรินทะได้กลายเป็นพราหมณ์หนุ่มผู้เฉลียวฉลาด ได้รับการยกย่องจากผู้คนในเรื่องความรู้และไหวพริบ วันหนึ่ง เขาได้เดินทางไปยังเมืองสาวัตถี และได้พบกับสหายเก่าแก่ผู้หนึ่งนามว่า "อสิตะ" อสิตะเป็นพราหมณ์อีกคนหนึ่งที่มีความรู้ แต่คิรินทะนั้นเหนือกว่า
ในเมืองสาวัตถีนั้น มีพระราชาผู้ทรงปรีชาองค์หนึ่ง ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม แต่มีปัญหาใหญ่อยู่ประการหนึ่ง คือมีโจรผู้ร้ายชุกชุม ก่อความเดือดร้อนไปทั่ว
วันหนึ่ง พระราชาทรงมีพระดำริที่จะปราบปรามโจรให้สิ้นซาก จึงมีรับสั่งให้เรียกเหล่าเสนาอำมาตย์มาประชุม พระราชาตรัสว่า "เราจะปราบปรามโจรเหล่านี้ให้สิ้นซาก ใครมีแผนการอันใด จงกราบทูลมา"
เหล่าเสนาอำมาตย์ต่างก็กราบทูลแผนการต่างๆ นานา บ้างก็เสนอให้เพิ่มกำลังทหาร บ้างก็เสนอให้สร้างกำแพงเมืองให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ไม่มีแผนการใดที่ดูจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน
ขณะนั้นเอง คิรินทะ พราหมณ์ผู้มากด้วยปัญญา ได้รับการแนะนำให้เข้าเฝ้าพระราชา ด้วยกิตติศัพท์เรื่องสติปัญญาของเขา
เมื่อคิรินทะเข้าเฝ้า พระราชาทรงมีรับสั่งถามว่า "ท่านพราหมณ์ ท่านมีวิธีใดที่จะปราบปรามโจรผู้ร้ายให้สิ้นซากได้?"
คิรินทะก้มลงกราบทูลอย่างสุภาพ "ข้าแต่พระราชา โจรผู้ร้ายนั้นเกิดขึ้นเพราะความขัดสน หากผู้คนมีความสมบูรณ์พูนสุข ย่อมไม่คิดจะเป็นโจร"
พระราชาทรงรับฟัง "แล้วจะทำอย่างไรเล่า?"
"ข้าแต่พระองค์" คิรินทะทูลต่อ "ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าพระบาทนำทรัพย์สินของหลวงบางส่วน ไปตั้งโรงทาน และจัดหาอาชีพให้แก่ผู้ยากไร้ หากผู้คนมีงานทำ มีอาหารประทังชีวิต ย่อมไม่คิดคดทรยศ"
เหล่าเสนาอำมาตย์บางคนคัดค้าน "เป็นไปไม่ได้! หากเราแจกจ่ายทรัพย์สินเช่นนั้น โจรจะยิ่งได้ใจ และจะยิ่งก่อความเดือดร้อน"
แต่อสิตะ สหายของคิรินทะ กลับเห็นด้วย "ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับท่านคิรินทะ การให้โอกาสแก่ผู้ยากไร้ คือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ"
พระราชาทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นอุบายที่แยบคาย จึงมีรับสั่งให้คิรินทะดำเนินการตามที่เสนอ
คิรินทะได้ตั้งโรงทานขึ้น และจัดหาอาชีพต่างๆ ให้แก่ผู้ยากไร้ เช่น การทำนา การค้าขาย การหัตถกรรม ในเวลาไม่นาน ประชาชนก็เริ่มมีชีวิตที่ดีขึ้น ความอดอยากและความขัดสนลดน้อยลง
เมื่อผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องออกไปปล้นสะดมอีก โจรผู้ร้ายจึงค่อยๆ หายไปจากเมืองสาวัตถี
อีกด้านหนึ่ง อสิตะ สหายของคิรินทะ ซึ่งเห็นความสำเร็จของเพื่อน ก็เกิดความโลภ เขาคิดว่าหากตนเองก็เสนออุบายเช่นนี้บ้าง ก็คงจะได้รับความดีความชอบเช่นกัน
ในวันหนึ่ง อสิตะจึงเข้าไปกราบทูลพระราชาว่า "ข้าแต่พระราชา ข้าพเจ้ามีอุบายที่จะทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น"
พระราชาทรงถามว่า "อุบายใดเล่า?"
อสิตะทูลว่า "ขอให้พระองค์ทรงอนุญาตให้ข้าพเจ้าไปเก็บภาษีจากทุกครัวเรือน แล้วนำทรัพย์สินเหล่านั้นมาสร้างบุญ สร้างกุศล"
พระราชาทรงสงสัย "แล้วมันจะทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ขึ้นได้อย่างไร?"
อสิตะตอบอย่างหน้าไม่อาย "หากเราสร้างบุญ สร้างกุศล เทวดาย่อมพอใจ และจะบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชผลก็จะอุดมสมบูรณ์"
พระราชาทรงทราบดีว่าอสิตะกำลังคิดจะเบียดเบียนราษฎรเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน จึงทรงปฏิเสธ
"เราจะไม่ทำตามนั้น" พระราชาตรัส "การจะทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ต้องมาจากการทำงานหนักของราษฎร และการบริหารจัดการที่ดี ไม่ใช่การรีดนาทาเร้น"
อสิตะผิดหวังที่แผนการของตนไม่สำเร็จ และรู้สึกอิจฉาคิรินทะยิ่งขึ้น
ต่อมา คิรินทะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระราชาอีกครั้ง พระองค์ตรัสถามถึงความเป็นอยู่ของประชาชน
คิรินทะทูลว่า "ข้าแต่พระราชา ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุขถ้วนหน้า แต่ยังมีปัญหาบางประการที่ต้องแก้ไข"
พระราชาทรงถามว่า "ปัญหาใดเล่า?"
"ข้าแต่พระองค์" คิรินทะทูล "เมื่อครั้งที่ข้าพระบาทได้ช่วยเหลือผู้ยากไร้ บางคนก็ยังคงติดนิสัยจากการเป็นโจรอยู่บ้าง ทำให้ยังมีการลักเล็กขโมยน้อยอยู่บ้าง"
พระราชาทรงมีรับสั่งให้คิรินทะแก้ไขปัญหา
คิรินทะจึงทูลเสนออุบายอีกครั้ง "ขอให้พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าพระบาทตั้งค่ายทหารไว้ตามชายแดน และมอบหมายให้ทหารเหล่านี้ช่วยสอดส่องดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชน"
พระราชาทรงเห็นด้วย และทรงแต่งตั้งให้คิรินทะเป็นผู้ดูแลกองทัพ
คิรินทะได้จัดทหารออกเป็นชุดๆ นำโดยอสิตะ สหายของเขา
เมื่ออสิตะได้รับมอบหมายงานนี้ เขากลับคิดเป็นอย่างอื่น เขาเห็นว่าทหารที่ตนดูแลนั้น มีอำนาจและมีโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์
ในคืนหนึ่ง อสิตะจึงรวมรวมสมัครพรรคพวก แล้วออกไปปล้นบ้านของเศรษฐีผู้หนึ่ง
แต่คิรินทะซึ่งเป็นผู้มีปัญญา ได้คาดการณ์ไว้แล้ว เขาได้ส่งสายลับไปสอดแนม และได้ข่าวความเคลื่อนไหวของอสิตะ
เมื่ออสิตะและพรรคพวกกำลังขนทรัพย์สินที่ปล้นมาได้ ก็ถูกคิรินทะและทหารเข้าล้อมจับกุม
อสิตะตกใจมาก "ท่านคิรินทะ เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่?"
คิรินทะมองอสิตะด้วยความผิดหวัง "ท่านอสิตะ ท่านไม่ละอายใจหรืออย่างไร? เราตั้งใจจะช่วยเหลือผู้คน แต่ท่านกลับใช้โอกาสนี้เบียดเบียนผู้อื่น"
อสิตะก้มหน้าอับอาย
คิรินทะจึงทูลเรื่องราวทั้งหมดต่อพระราชา พระราชาทรงพิโรธอสิตะมาก ทรงลงโทษอสิตะตามกฎหมาย
หลังจากนั้น คิรินทะก็บริหารบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์และยุติธรรม ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขตลอดมา
— In-Article Ad —
การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การขจัดความอดอยาก และการให้โอกาสแก่ผู้ยากไร้ ย่อมดีกว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ นำมาซึ่งหายนะ
บารมีที่บำเพ็ญ: เมตตาบารมี, กรุณาบารมี, ปัญญาบารมี
— Ad Space (728x90) —
98เอกนิบาตกุมารชาดก ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง ท่ามกลางพระราชวังที่โอ่อ่าตระการตา พระเจ้าพรหมทัตผู้ทรงทศพิธราช...
💡 แม้แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษ ก็อาจมาพร้อมกับความรับผิดชอบหรือโอกาสในการช่วยเหลือผู้อื่น การรู้จักใช้สิ่งที่เรามีให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมนั้น ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความภาคภูมิใจ
538มหานิบาตการรักษาคำพูดณ กรุงราชคฤห์ มีกษัตริย์ผู้ทรงธรรมนามว่า พระเจ้าอชาตศัตรู วันหนึ่ง พระองค์ทรงมีพระราชดำ...
💡 การรักษาคำพูดเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้เราได้รับความเชื่อถือจากผู้อื่น
157ทุกนิบาตทัพพปุพพชาดกณ แคว้นโกศลอันรุ่งเรือง ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่งที่โอบล้อมไปด้วยภูเขา...
💡 การเตรียมพร้อม การรักษาความสะอาด และการระมัดระวังภัย ย่อมเป็นเกราะป้องกันอันตรายที่ดีเยี่ยม และความเมตตาที่กล้าหาญ ย่อมนำมาซึ่งการช่วยเหลือผู้อื่น.
141เอกนิบาตกุมภทาชชาดกณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร มีเมืองชื่ออังคราช ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขภาย...
💡 ความซื่อสัตย์ภักดีและการเสียสละเพื่อส่วนรวม ย่อมนำมาซึ่งสันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง.
156ทุกนิบาตอังคารสัตถุชาดกณ ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งในสมัยพุทธกาล นามว่า แคว้นมคธ ที่ซึ่งกษัตริย์ผู้ทรงธรร...
💡 ความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งความฉิบหาย ผู้ที่มีความโลภย่อมไม่รู้จักพอ แม้จะได้ทรัพย์สินมากเท่าใดก็ยังต้องการอีก จนนำพาตนเองไปสู่ความเสื่อมและหายนะได้.
153ทุกนิบาตสิริวิชยชาดกณ เมืองพาราณสี มีเศรษฐีผู้หนึ่งร่ำรวยมหาศาล มีทรัพย์สินเงินทองมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ถึงแ...
💡 ความร่ำรวยที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณทรัพย์สิน แต่อยู่ที่จิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือผู้อื่นคือการสร้างบุญกุศลที่ยั่งยืน
— Multiplex Ad —