
ณ เมืองพาราณสี ในสมัยที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชย์ มีบุรุษผู้หนึ่งนามว่า มหิงสะ เป็นบุตรของคนขายเนื้อ เขาเป็นคนแข็งแรง กล้าหาญ และมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยว มหิงสะเติบโตมาท่ามกลางการฆ่าสัตว์ สุขอนามัยในวัยเด็กของเขาจึงเต็มไปด้วยภาพความโหดร้าย แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้มีจิตใจที่โหดเหี้ยมตามสภาพแวดล้อม
วันหนึ่ง ขณะที่มหิงสะกำลังช่วยบิดาของเขาเตรียมเนื้ออยู่ในตลาด เขาก็พลันได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาแต่ไกล เขาเหลียวไปมองก็เห็นว่ามีโจรกลุ่มหนึ่งกำลังปล้นสะดมบ้านเรือนของผู้คนในเมือง ชาวบ้านต่างแตกตื่นวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างอลหม่าน
ด้วยพละกำลังและความกล้าหาญ มหิงสะไม่รอช้า เขาวิ่งนำหน้าชาวบ้านไปอย่างรวดเร็ว ตรงไปยังทิศทางที่เกิดเหตุ เขาเห็นโจรกลุ่มหนึ่งกำลังลากเอาทรัพย์สินของผู้คนออกมาจากบ้านอย่างหน้าตาเฉย
มหิงสะตะโกนเสียงดัง “หยุดเดี๋ยวนี้นะ เจ้าพวกโจร! พวกเจ้ากำลังทำอะไร!”
หัวหน้าโจรหันมามองมหิงสะด้วยสายตาเหยียดหยาม “เจ้าเด็กน้อย! เจ้าจะมาทำอะไรข้าได้! ถอยไปซะ!”
มหิงสะไม่หวั่นเกรง เขาหยิบมีดเขียงที่ติดตัวมาขึ้นมา และกวัดแกว่งอย่างรวดเร็ว “พวกเจ้าปล้นทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ พวกเจ้าจะต้องได้รับโทษ!”
ว่าแล้ว มหิงสะก็พุ่งเข้าใส่เหล่าโจรอย่างไม่เกรงกลัว ด้วยพละกำลังอันมหาศาลและความคล่องแคล่ว เขาสามารถต่อสู้กับเหล่าโจรได้อย่างสูสี แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยกว่าก็ตาม
แต่โจรนั้นมีจำนวนมากกว่า และมีอาวุธที่ร้ายกาจกว่า ในไม่ช้า มหิงสะก็ได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง เลือดไหลอาบไปทั่วร่าง
หัวหน้าโจรเห็นดังนั้นก็หัวเราะเยาะ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เจ้าคิดว่าจะสู้กับพวกข้าได้รึ! ยอมแพ้ซะเถอะ!”
แม้จะบาดเจ็บ มหิงสะก็ยังไม่ยอมแพ้ เขารวบรวมกำลังเฮือกสุดท้าย และพุ่งเข้าใส่หัวหน้าโจร
“ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าทำร้ายผู้บริสุทธิ์!”
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ในที่สุด ด้วยความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่น มหิงสะก็สามารถล้มหัวหน้าโจรได้ เขาใช้มีดเล่มนั้นควักลูกตาของหัวหน้าโจรออกมา
เมื่อหัวหน้าโจรเสียตาข้างหนึ่ง และได้รับบาดเจ็บสาหัส เหล่าโจรที่เหลือก็ตกใจกลัว และพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอดไป
ชาวบ้านที่ซ่อนตัวอยู่เมื่อเห็นว่าเหล่าโจรหนีไปแล้ว ก็พากันออกมาแสดงความยินดีกับมหิงสะ พวกเขายกย่องให้เขาเป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ
ข่าวเรื่องมหิงสะผู้กล้าหาญได้แพร่สะพัดไปถึงพระกรรณของพระเจ้าพรหมทัต พระราชาทรงชื่นชมในความกล้าหาญและน้ำใจของมหิงสะ จึงมีรับสั่งให้เรียกตัวมหิงสะเข้าวัง
เมื่อมหิงสะเข้าเฝ้า พระราชาทรงตรัสว่า “เจ้ามหิงสะ! เจ้าได้แสดงความกล้าหาญอย่างยิ่งในการปกป้องราษฎรของเรา เราขอตั้งเจ้าเป็นองครักษ์ประจำพระองค์!”
มหิงสะน้อมรับพระบัญชา และได้ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ของพระราชาอย่างซื่อสัตย์
วันหนึ่ง ขณะที่มหิงสะกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ก็มีหญิงงามนางหนึ่งเข้ามาในวัง เธอมีนามว่า จันทรี นางเป็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามราวกับนางฟ้า แต่ภายใต้ความงามนั้น นางกลับมีความคิดอันชั่วร้าย
จันทรีมีความปรารถนาที่จะได้ครอบครองราชสมบัติ เธอจึงวางแผนที่จะกำจัดพระราชา
นางได้เข้าไปหามหิงสะ และเกลี้ยกล่อมให้มหิงสะร่วมมือกับนาง
“ท่านมหิงสะ! ท่านเป็นคนแข็งแรง กล้าหาญ และเป็นที่โปรดปรานของพระราชา หากท่านช่วยข้าโค่นล้มพระราชา ข้าจะแบ่งสมบัติและอำนาจให้ท่านครึ่งหนึ่ง!”
มหิงสะได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร! ข้าเป็นองครักษ์ของพระราชา ข้าจะทรยศต่อพระองค์ได้อย่างไร!”
จันทรีหัวเราะเยาะ “โง่จริง! ท่านไม่เห็นหรือว่าพระราชาทรงอ่อนแอลงทุกวัน? หากเราไม่ชิงบัลลังก์เสียตอนนี้ ปล่อยให้เป็นของคนอื่น แล้วท่านจะได้อะไร?”
มหิงสะลังเลใจ แต่สุดท้ายเขาก็ปฏิเสธแผนการชั่วร้ายของจันทรี “ข้าไม่ทำ! ข้าจะไม่ทรยศต่อพระราชา!”
จันทรีเห็นว่ามหิงสะไม่ยอมร่วมมือ จึงเปลี่ยนแผน เธอแอบเข้าไปในห้องบรรทมของพระราชา และได้วางยาพิษลงในน้ำเสวย
เมื่อพระราชาเสวยน้ำนั้นเข้าไป ก็ทรงประชวรหนัก และสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา
เหล่าเสนาบดีเมื่อทราบข่าว ก็พากันเสียใจ และปรึกษาหารือกันถึงผู้ที่จะขึ้นครองราชย์
ขณะนั้นเอง จันทรีก็ปรากฏตัวขึ้น “ข้าคือผู้ที่จะขึ้นครองราชย์! ข้าคือผู้ที่คู่ควร!”
เหล่าเสนาบดีต่างตกตะลึง แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน
เมื่อมหิงสะทราบว่าจันทรีเป็นผู้สังหารพระราชา เขาก็โกรธแค้นเป็นอย่างยิ่ง เขาตัดสินใจที่จะแก้แค้นให้พระราชา
มหิงสะบุกเข้าไปในพระราชวัง และเผชิญหน้ากับจันทรี
“เจ้าจันทรี! เจ้าสังหารพระราชา! ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าครองราชย์!”
จันทรีหัวเราะ “เจ้าจะทำอะไรข้าได้! ข้ามีอำนาจในมือแล้ว!”
มหิงสะไม่สนใจคำพูดของจันทรี เขาพุ่งเข้าใส่ และใช้พละกำลังทั้งหมดของเขาต่อสู้กับนาง
การต่อสู้ระหว่างมหิงสะและจันทรีเป็นไปอย่างดุเดือด สุดท้าย มหิงสะก็สามารถเอาชนะจันทรีได้ และปลดปล่อยเมืองพาราณสีจากการปกครองของนาง
เมื่อมหิงสะได้ช่วยบ้านเมืองให้รอดพ้นจากอำนาจชั่วร้าย เหล่าเสนาบดีก็พากันยกย่องมหิงสะให้ขึ้นครองราชย์
มหิงสะทรงรับราชสมบัติ และปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม
พระโพธิสัตว์ (ในชาติที่เป็นมหิงสะ) ได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์ และการไม่ยอมจำนนต่อความชั่วร้าย
— In-Article Ad —
ความกล้าหาญที่แท้จริงคือการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แม้จะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า
บารมีที่บำเพ็ญ: บารมีที่บำเพ็ญ: วิริยะ, สัจจะ, เมตตา
— Ad Space (728x90) —
318จตุกกนิบาตสุมังคลชาดกณ เมืองพาราณสี ในสมัยโบราณ เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงดำรงชีวิตอยู่ ทรงได้อุบัติเป็น 'พร...
💡 การให้และการแบ่งปัน นำมาซึ่งความสุขและความเจริญรุ่งเรือง
175ทุกนิบาตสุมังคลชาดก (เรื่องลิง) ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงอ...
💡 ความโลภนำมาซึ่งความทุกข์และการสูญเสีย การเห็นแก่ตัวและการละเลยผู้อื่นย่อมนำไปสู่ผลกรรมที่เลวร้าย การรู้จักแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่นคือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง
115เอกนิบาตอัชชุตรชาดก ณ เมืองพาราณสีอันรุ่งเรือง มีพระราชาผู้ทรงธรรมพระนามว่า พระเจ้าอัชชุตร พระองค์ทรงปกครองบ...
💡 การให้ย่อมชนะความโลภ และการมีน้ำใจสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความเห็นแก่ตัว
27เอกนิบาตมุสิกชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธอันรุ่งเรือง นครราชคฤห์ตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้ร่มเงาของภู...
💡 อย่าดูถูกสิ่งใดที่เล็กน้อย หรือผู้ที่ดูด้อยกว่า เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจมีพลังและความสามารถที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราคาดคิด หากเรารู้จักใช้สติปัญญาในการสังเกต และการประยุกต์ใช้ให้ถูกวิธี
1เอกนิบาตมหาปทุมชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี มีพระโพธิสัตว์ชาติหนึ่งได้เสวยพระชาติเ...
💡 ความเพียร สติ และคุณธรรม นำพาไปสู่ความพ้นทุกข์
179ทุกนิบาตกุฏสิขชาดก (เรื่องอีกา) ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ วัดพระเชตว...
💡 การทำกรรมดีย่อมนำมาซึ่งผลดี การทำกรรมชั่วย่อมนำมาซึ่งผลชั่ว การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารเป็นไปตามกฎแห่งกรรม แม้ในสถานะที่ต่ำต้อยเพียงใด หากตั้งมั่นในความดีและระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ก็ย่อมสามารถพบหนทางแห่งการพ้นทุกข์ได้
— Multiplex Ad —