
ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระอาทาปิระชาดก หรือ พญานาคผู้ทรงปัญญา อาศัยอยู่ในแม่น้ำคงคาอันกว้างใหญ่ไพศาล จนกระทั่งวันหนึ่ง พระองค์ทรงเบื่อหน่ายชีวิตในบาดาล จึงเสด็จขึ้นมาประทับบนฝั่งแม่น้ำ ณ ป่าหิมพานต์อันเป็นที่พำนักของเหล่าสัตว์นานาชนิด
ณ ป่าแห่งนี้ มีสระน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง นามว่า “สระอโนดาษ” เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าสัตว์ทั้งหลายที่พากันมาดื่มกินและพักผ่อน สระแห่งนี้เต็มไปด้วยดอกบัวนานาพันธุ์ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ ชายป่าแห่งนั้นมีต้นมฤคทวารอันเป็นที่ตั้งของอาศรมอันสงบสุขของพระฤาษีตบะบารมีสูงส่ง
วันหนึ่ง ขณะที่พระโพธิสัตว์ทรงเสด็จเที่ยวชมป่าหิมพานต์ ก็ได้พบกับฝูงลิงป่าที่กำลังแตกตื่นกันด้วยความหวาดกลัว ลิงตัวหนึ่งชื่อว่า “สุมังคล” ซึ่งเป็นลิงหนุ่มผู้แข็งแรงและปราดเปรียวที่สุดในฝูง กำลังวิ่งกระโดดไปมาอย่างไม่คิดชีวิต
“เกิดอะไรขึ้น พวกเจ้าทำไมถึงได้ตื่นตระหนกกันเช่นนี้?” พระโพธิสัตว์ตรัสถามด้วยพระสุรเสียงอันนุ่มนวล
สุมังคลลิงได้ยินดังนั้น ก็รีบกระโดดเข้ามาหาพระโพธิสัตว์ และกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ท่านผู้มีบุญญาธิการ! โปรดช่วยพวกข้าด้วยเถิด! มีเสือร้ายตัวมหึมา เข้ามาไล่ล่าพวกข้าอยู่ในป่านี้ พวกข้าหนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้น!”
พระโพธิสัตว์ทรงสังเกตเห็นความหวาดกลัวในดวงตาของสุมังคลลิง และได้เห็นร่องรอยของเสือร้ายที่ทิ้งไว้ตามพื้นดิน พระองค์จึงตรัสว่า “ไม่ต้องกลัวไป สุมังคลลิง ข้าจะช่วยพวกเจ้าเอง”
ว่าแล้ว พระโพธิสัตว์ก็ทรงนำฝูงลิงไปยังที่ซ่อนอันปลอดภัย เมื่อเสือร้ายล่าไม่พบฝูงลิง ก็ได้แต่ส่งเสียงคำรามกึกก้องด้วยความโกรธ ก่อนจะเดินจากไป
หลังจากภัยอันตรายผ่านพ้นไปแล้ว สุมังคลลิงก็ยิ่งศรัทธาในพระโพธิสัตว์มากขึ้นไปอีก มันจึงตัดสินใจติดตามพระโพธิสัตว์ไปทุกหนทุกแห่ง เพื่อเรียนรู้คำสอนและขอคำชี้แนะ
วันหนึ่ง สุมังคลลิงได้เห็นพระโพธิสัตว์กำลังเพ่งพินิจดูต้นไม้มะม่วงต้นหนึ่ง ซึ่งออกผลสีทองอร่าม ดูน่ารับประทานยิ่งนัก
“ท่านผู้มีบุญญาธิการ! ทำไมท่านจึงมองต้นมะม่วงต้นนั้นด้วยความสนใจยิ่งนัก?” สุมังคลลิงถาม
พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรไปยังต้นมะม่วง และตรัสว่า “สุมังคลลิง ผลมะม่วงต้นนี้มีรสชาติหวานหอมยิ่งนัก หากผู้ใดได้ลิ้มลอง จะมีชีวิตที่ยืนยาว และมีความสุขสมหวังดั่งใจปรารถนา”
สุมังคลลิงได้ฟังดังนั้น ก็เกิดความโลภขึ้นในใจ มันคิดว่า “หากข้าได้กินผลมะม่วงนี้ ข้าก็จะได้ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขสมหวังเช่นกัน!”
ด้วยความโลภที่ครอบงำ สุมังคลลิงจึงแอบไปกินผลมะม่วงต้นนั้นเสีย โดยไม่ทันได้คิดถึงผลที่จะตามมา
เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงทราบเรื่อง ก็ทรงตรัสเตือนสุมังคลลิงว่า “สุมังคลลิง! เจ้าไม่ควรทำเช่นนี้ การกระทำของเจ้าเป็นการเห็นแก่ตัวและละเลยผู้อื่น ผลมะม่วงนี้มีไว้สำหรับผู้มีบุญเท่านั้น”
สุมังคลลิงไม่ฟังคำเตือนของพระโพธิสัตว์ มันยังคงกินผลมะม่วงต่อไป จนกระทั่งกินหมดทั้งต้น
ทันใดนั้นเอง สุมังคลลิงก็รู้สึกปวดท้องอย่างรุนแรง มันร้องครวญครางด้วยความทรมาน
“โอ๊ย! ปวดท้องเหลือเกิน! ข้าทำผิดไปแล้ว!” สุมังคลลิงร้องโอดครวญ
พระโพธิสัตว์ทรงสงสารสุมังคลลิง จึงทรงนำมันไปให้พระฤาษีช่วยรักษา พระฤาษีได้เห็นอาการของสุมังคลลิง ก็ทรงทราบทันทีว่ามันได้กินผลมะม่วงต้องห้าม
พระฤาษีจึงกล่าวว่า “สุมังคลลิง! เจ้าได้รับผลกรรมจากการกระทำอันเห็นแก่ตัวของเจ้า”
หลังจากนั้น สุมังคลลิงก็ป่วยหนัก และตายไปในที่สุด
พระโพธิสัตว์ทรงสอนฝูงลิงที่เหลืออยู่ว่า “พวกเจ้าจงจำไว้ว่า ความโลภเป็นสิ่งที่ไม่ดี จงรู้จักแบ่งปันและเห็นแก่ผู้อื่น แล้วพวกเจ้าจะมีความสุข”
ฝูงลิงที่เหลือต่างสำนึกผิด และสัญญาว่าจะไม่กระทำเช่นนั้นอีก
วันเวลาผ่านไป พระโพธิสัตว์ทรงยังคงอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ทรงบำเพ็ญบารมี และสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายให้ดำรงตนอยู่ในศีลธรรม
ส่วนสุมังคลลิง ผู้ที่ถูกความโลภครอบงำ ก็ต้องประสบกับจุดจบอันน่าเศร้า
ในกาลต่อมา พระพุทธเจ้าเมื่อทรงแสดงเรื่องนี้ ก็ทรงเล่าต่อไปว่า "พระโพธิสัตว์ในครั้งนั้น คือ เราตถาคตเอง ส่วนสุมังคลลิง คือ พระเทวทัต" อันเป็นการกล่าวเตือนให้พุทธบริษัททั้งหลายได้ตระหนักถึงภัยของความโลภ และการกระทำอันเห็นแก่ตัว
ความโลภนำมาซึ่งความทุกข์และการสูญเสีย การเห็นแก่ตัวและการละเลยผู้อื่นย่อมนำไปสู่ผลกรรมที่เลวร้าย การรู้จักแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่นคือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง
ในชาดกเรื่องนี้ พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีในด้าน ทานบารมี โดยการช่วยเหลือฝูงลิงจากภัยอันตราย และทรงสั่งสอนให้สัตว์ทั้งหลายละเว้นจากความโลภ เพื่อให้ดำรงตนอยู่ในความดีงาม
— In-Article Ad —
ความโลภนำมาซึ่งความทุกข์และการสูญเสีย การเห็นแก่ตัวและการละเลยผู้อื่นย่อมนำไปสู่ผลกรรมที่เลวร้าย การรู้จักแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่นคือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง
บารมีที่บำเพ็ญ: ในชาดกเรื่องนี้ พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีในด้าน ทานบารมี โดยการช่วยเหลือฝูงลิงจากภัยอันตราย และทรงสั่งสอนให้สัตว์ทั้งหลายละเว้นจากความโลภ เพื่อให้ดำรงตนอยู่ในความดีงาม
— Ad Space (728x90) —
526มหานิบาตความโลภนำมาซึ่งความฉิบหายณ กรุงสาราวดีอันไพศาล มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อว่า ปุรทัตตะ อาศัยอยู่กับครอบครั...
💡 ความโลภเป็นต้นเหตุแห่งความฉิบหาย หากไม่รู้จักพอ ย่อมนำพาตนไปสู่ความพินาศ
249ทุกนิบาตมหานารทชาดกในยุคโบราณกาล เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงอุบัต...
💡 การมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีงาม และการไม่เบียดเบียนผู้อื่นคือหนทางแห่งความสงบสุข
207ทุกนิบาตมหิสชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นโกศลอันรุ่งเรือง พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นควายป่าผู้มีพละกำลังม...
💡 ผู้นำที่แข็งแกร่งและกล้าหาญคือเสาหลักของหมู่คณะ ความกล้าหาญอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีสติปัญญาและไหวพริบด้วย.
107เอกนิบาตสิริมานทกชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง พระเจ้าพรหมทัตทรงครองราชสมบัติด้วย...
💡 ความเย่อหยิ่งและความดูหมิ่นผู้อื่นเป็นกิเลสที่อันตราย สามารถนำพาไปสู่ความตกต่ำได้ หากไม่หมั่นพิจารณาตนเองและปรับปรุงแก้ไข
42เอกนิบาตมหาปัญญชาดก ครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้ว ณ แคว้นโกศลอันรุ่งเรือง พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงครองราชย์ด้วยทศพิ...
💡 ปัญญาที่แท้จริงย่อมปราศจากอคติ และไม่ถูกจำกัดด้วยชาติกำเนิด
45เอกนิบาตพกาปิชาดก ณ แคว้นมคธอันอุดมสมบูรณ์ ในยุคสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงดำรงพระองค์เป็นกษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราช...
💡 การรู้จักตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิต เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจขีดจำกัดของตนเอง รู้จักใช้สิ่งที่มีให้เป็นประโยชน์ และไม่หลงไปกับกิเลสทั้งปวง
— Multiplex Ad —