ข้ามไปเนื้อหาหลัก
ปัญจปาณชาดก
ชาดก 547 เรื่อง
144

ปัญจปาณชาดก

Buddha24เอกนิบาต
ฟังเนื้อหา

ปัญจปาณชาดก

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงเวียนว่ายอยู่ในภพภูมิต่างๆ เพื่อบำเพ็ญบารมี พระองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพญานาคราชผู้ทรงฤทธิ์ มีนามว่า พระยาสุวรรณนาค ประทับอยู่ในบาดาลอันอุดมสมบูรณ์และสวยงาม มีวังอันโอฬารที่สร้างด้วยแก้วมณีและรัตนชาติหลากสีสัน เหล่าบริวารนาคก็ล้วนเป็นนาคผู้มีทิพยสมบัติและพลังอำนาจ

พระยาสุวรรณนาคทรงมีพระมเหสีที่งดงามยิ่งนัก นามว่า นางมณีเมขลา ทั้งสองพระองค์ทรงรักใคร่กันดุจแก้วตาดวงใจ และมีพระโอรสด้วยกันถึง 5 พระองค์ ซึ่งล้วนแต่มีพระสิริโฉมงดงามและมีฤทธิ์เดชมาก แต่ด้วยความที่ทรงเป็นนาคราชผู้ทรงอำนาจ พระองค์จึงทรงมีทิฏฐิมานะที่แกร่งกล้า ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับใคร แม้แต่เหล่าเทพยดาบนสวรรค์

วันหนึ่ง พระยาสุวรรณนาคทรงประสงค์จะเสด็จประพาสชมความงามของโลกมนุษย์ จึงมีรับสั่งให้เหล่าบริวารเตรียมเครื่องประดับและราชรถอันวิจิตรบรรจง จากนั้นก็เสด็จขึ้นสู่โลกมนุษย์ พร้อมด้วยพระโอรสทั้ง 5 พระองค์

เมื่อเสด็จถึงโลกมนุษย์ พระยาสุวรรณนาคทรงแวะลงมายังป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ทรงเห็นเหล่าสัตว์นานาชนิดกำลังใช้ชีวิตอยู่ตามปกติ แต่แล้วสายตาของพระองค์ก็ไปสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทรงประหลาดพระทัยอย่างยิ่ง

“นั่นสิ่งใดกันฤา?” พระยาสุวรรณนาคตรัสถามเหล่าบริวารด้วยความฉงน

เหล่าบริวารนาคก็กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ นั่นคือ มนุษย์ ผู้เป็นเจ้าของโลกเบื้องบน”

พระยาสุวรรณนาคทรงแย้มพระสรวล “มนุษย์หรือ? ดูเล็กกระจ้อยร่อยนัก ไม่น่าจะมีอำนาจอะไรมากไปกว่าพวกเราชาวบาดาลเลย”

ขณะที่ทรงสนทนากันอยู่นั้น ก็มีเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังมาจากพุ่มไม้ใกล้ๆ พระโอรสองค์ใหญ่พระองค์หนึ่ง ทรงมีพระปรีชาสามารถในการแปลงกายได้ จึงทรงแปลงกายเป็นมนุษย์หนุ่มรูปงาม และเข้าไปหยอกล้อกับนก

“เจ้านกน้อย เอ็งร้องเพลงเพราะนัก แต่ข้าเองก็ร้องเพลงได้เพราะไม่แพ้กัน ลองมาประชันกันดูไหม?” พระโอรสองค์ใหญ่กล่าว

นกน้อยก็นิ่งอึ้งไป เพราะไม่เคยมีใครมาท้าทายตนมาก่อน แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงตอบตกลง

ขณะเดียวกัน พระโอรสองค์อื่นๆ ก็ทรงสนุกกับการแปลงกายเป็นสัตว์ต่างๆ และเข้าไปเล่นซนกับเหล่าสัตว์ในป่า จนเกิดเสียงดังอื้ออึง

พระยาสุวรรณนาคทรงทอดพระเนตรดูพระโอรสด้วยความพอพระทัย แต่ก็ทรงอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมมนุษย์เหล่านี้ถึงได้มีสิทธิครอบครองโลกที่สวยงามเช่นนี้

ในขณะนั้นเอง ได้มี ฤาษีเฒ่า ผู้ทรงฌาน สวมใส่ผ้ากาสาวพัสตร์ผืนเก่าแก่ กำลังเดินบิณฑบาตผ่านมา ทรงเห็นอากัปกิริยาของพญานาคราชและบริวาร จึงทรงทราบว่านี่คือเหล่านาคราชผู้ทรงอำนาจ

ฤาษีเฒ่าทรงเดินเข้าไปใกล้ๆ และกราบทูลด้วยเสียงอันสงบนิ่ง “ข้าแต่พระยาสุวรรณนาค ผู้มีบุญญาธิการอันไพศาล เหตุใดจึงเสด็จมาสู่ป่าแห่งนี้เล่า?”

พระยาสุวรรณนาคทรงหันมามองฤาษีเฒ่าด้วยความแปลกใจ “ท่านฤาษี ท่านทราบชื่อเราได้อย่างไร?”

ฤาษีเฒ่าแย้มสรวล “ข้าแต่พระองค์ ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญเพียรมานาน จนสามารถหยั่งรู้สิ่งต่างๆ ได้ การมาของพระองค์ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะปกปิดได้”

พระยาสุวรรณนาคทรงรู้สึกเลื่อมใสในปัญญาของฤาษีเฒ่า จึงตรัสถามถึงเรื่องมนุษย์ “ท่านฤาษี ข้าพเจ้าเห็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ ผู้เป็นเจ้าของโลกเบื้องบนนี้ เหตุใดพวกมันจึงมีสิทธิอันใดมากมายนัก?”

ฤาษีเฒ่าตรัสตอบอย่างใจเย็น “ข้าแต่พระองค์ มนุษย์นั้น แม้จะดูบอบบาง แต่พวกเขามี ปัญญา และ ความเพียร เป็นอาวุธอันทรงพลัง พวกเขาใช้ปัญญาในการคิดค้นสิ่งต่างๆ ใช้ความเพียรในการสร้างสรรค์ และด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เอง มนุษย์จึงสามารถสร้างโลกอันเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้”

พระยาสุวรรณนาคทรงนิ่งคิด “ปัญญาและความเพียรหรือ?”

“ใช่แล้วพระเจ้าข้า” ฤาษีเฒ่ากล่าวเสริม “และที่สำคัญ มนุษย์รู้จัก การเสียสละ และ การบำเพ็ญทาน ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่สัตว์เดรัจฉานและนาคผู้มีฤทธิ์ก็ไม่อาจเทียบเทียมได้”

ทันใดนั้น พระโอรสองค์ใหญ่ที่กำลังเล่นอยู่กับนก ก็แปลงร่างกลับมาเป็นนาค และกล่าวขึ้นว่า “ท่านฤาษี ข้าพเจ้าได้ประชันเพลงกับนกน้อยตัวนี้แล้ว ปรากฏว่านกน้อยร้องเพลงได้ไพเราะกว่าข้าพเจ้าเสียอีก”

พระยาสุวรรณนาคทรงตกพระทัย “อันใดกัน? เจ้ามีฤทธิ์มาก เหตุใดจึงยอมแพ้แก่นกน้อย?”

พระโอรสองค์ใหญ่กราบทูลว่า “ข้าแต่พระบิดา แม้นกจะมีเสียงเล็กแหลม แต่ก็ขับขานบทเพลงได้อย่างไพเราะ และดูเหมือนว่านกน้อยจะมีความสุขกับการร้องเพลงของมัน ข้าพเจ้าไม่อยากจะทำให้มันเสียใจ”

พระยาสุวรรณนาคทรงพิโรธ “เจ้าไม่รู้จักเอาชนะผู้อื่นได้อย่างไร! นี่คือความอ่อนแอ! ความอ่อนแอที่ทำให้พวกเจ้าจะไม่มีวันมีอำนาจเหนือมนุษย์”

ในขณะนั้นเอง พระโอรสองค์รองลงมา ก็วิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ท่านพ่อ ข้าพเจ้าได้ช่วยแม่ไก่ที่กำลังจะถูกงูกิน”

“เจ้าทำเช่นนั้นทำไม?” พระยาสุวรรณนาคตรัสถาม “มันเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องล่าสัตว์ ไม่ใช่ช่วยเหลือมัน”

พระโอรสองค์รองกราบทูลว่า “ข้าแต่พระบิดา แม่ไก่นั้นมีลูกน้อยอยู่หลายตัว หากมันตายไป ลูกๆ ของมันก็จะอดตาย ข้าพเจ้าสงสารลูกไก่เหล่านั้น”

พระยาสุวรรณนาคทรงเริ่มรู้สึกหงุดหงิด “เจ้าไม่รู้จักคิดถึงผลประโยชน์ของตนเองเลย! เจ้าจะอ่อนแอเกินไป!”

พระโอรสองค์อื่นๆ ก็พากันกราบทูลถึงสิ่งที่ตนได้ทำในระหว่างที่เล่นสนุก บ้างก็แบ่งปันผลไม้ให้กับสัตว์ที่หิว บ้างก็ช่วยสัตว์ที่ติดกับดัก

พระยาสุวรรณนาคทรงรู้สึกโกรธจัด “พวกเจ้าทั้งหมด จงออกไปจากที่นี่! พวกเจ้าทำให้ข้าอับอาย! พวกเจ้าจะไม่มีวันได้ครอบครองสิ่งใดเลย หากยังเป็นเช่นนี้!”

พระโอรสทั้ง 5 พระองค์ ทรงเสียพระทัยมาก และทรงก้มกราบลาพระบิดา ก่อนจะพากันปลีกตัวออกไป

ฤาษีเฒ่าทอดพระเนตรเหตุการณ์ทั้งหมด และทรงเห็นว่านี่คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งภายในครอบครัวนาคราช

“ข้าแต่พระยาสุวรรณนาค” ฤาษีเฒ่าตรัส “พระโอรสทั้ง 5 พระองค์ของพระองค์นั้น หาใช่ผู้ที่อ่อนแอไม่ หากแต่เป็นผู้ที่กำลังบำเพ็ญ ทานบารมี และ เมตตาบารมี อันเป็นคุณธรรมที่สูงส่งยิ่งกว่าอำนาจและฤทธิ์เดชทั้งปวง”

พระยาสุวรรณนาคทรงตะลึง “ทานบารมี? เมตตาบารมี? นี่คือสิ่งใด?”

“ทานบารมี คือการให้ การแบ่งปัน การเสียสละเพื่อผู้อื่น” ฤาษีเฒ่าอธิบาย “ส่วนเมตตาบารมี คือความรัก ความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง คุณธรรมเหล่านี้เอง ที่ทำให้มนุษย์สามารถสร้างความดีงามและความสุขให้แก่โลกได้”

พระยาสุวรรณนาคทรงใคร่ครวญคำพูดของฤาษีเฒ่า และทรงเริ่มสำนึกผิด

“แต่ข้า… ข้าไม่เข้าใจ” พระยาสุวรรณนาคตรัสเสียงสั่น “ข้าคิดว่าความแข็งแกร่งและอำนาจคือสิ่งสำคัญที่สุด”

“อำนาจที่ปราศจากคุณธรรม ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อน” ฤาษีเฒ่ากล่าว “พระโอรสทั้ง 5 พระองค์ของพระองค์ ได้แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมที่แท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง”

จากนั้น ฤาษีเฒ่าก็ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บารมี ทั้ง 10 ทัศน์ ซึ่งพระโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์เพื่อบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ รวมถึงการให้ทาน การรักษาศีล การบำเพ็ญภาวนา การใช้ปัญญา และการดำรงตนอยู่ด้วยเมตตาธรรม

พระยาสุวรรณนาคทรงได้สดับตรับฟังคำสอนของฤาษีเฒ่าด้วยความตั้งใจ และทรงเริ่มเข้าใจถึงแก่นแท้ของความดีงาม

“ข้าพเจ้า… ข้าพเจ้าได้หลงผิดไปเสียแล้ว” พระยาสุวรรณนาคตรัสด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด “ข้าพเจ้าต้องไปตามพระโอรสของข้ากลับมา และจะสอนให้พวกเขาบำเพ็ญทานบารมีและเมตตาบารมีต่อไป”

พระยาสุวรรณนาคทรงลากลับบาดาล พร้อมด้วยบริวารทั้งหลาย ทรงรีบไปตามหาพระโอรสทั้ง 5 พระองค์ และเมื่อพบแล้ว ก็ทรงตรัสขอโทษและเล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากฤาษีเฒ่า

พระโอรสทั้ง 5 พระองค์ ทรงดีพระทัยที่พระบิดาทรงเข้าใจ และทรงเต็มพระทัยที่จะบำเพ็ญทานบารมีและเมตตาบารมีต่อไป

ตั้งแต่นั้นมา พระยาสุวรรณนาคราช ก็ทรงเปลี่ยนพระทัย ไม่ทรงยึดติดกับอำนาจและฤทธิ์เดชอีกต่อไป แต่หันมาสั่งสอนพระโอรสทั้ง 5 พระองค์ ให้บำเพ็ญทานบารมี เมตตาบารมี และคุณธรรมอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ

พระโอรสทั้ง 5 พระองค์นี้เอง ที่ต่อมาได้กลายเป็น ปัญจปาณ คือเหล่าผู้มีชีวิตอันประเสริฐ ได้แก่

  • ทาณปาณ ผู้ทรงบำเพ็ญทานบารมี
  • สีลปาณ ผู้ทรงบำเพ็ญศีลบารมี
  • ขันติปาณ ผู้ทรงบำเพ็ญขันติบารมี
  • เมตตาปาณ ผู้ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี
  • ปัญญาปาณ ผู้ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี

ทั้ง 5 พระองค์ ได้ทรงเป็นแบบอย่างอันดีงามแก่เหล่าพญานาค และได้เผยแพร่คุณธรรมอันดีงามเหล่านี้ไปทั่วทุกสารทิศ

คติธรรม

การมีอำนาจและฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่ อาจไม่เท่ากับการมีคุณธรรมอันประเสริฐ การเสียสละ การให้ การช่วยเหลือผู้อื่น และการมีเมตตาจิตต่อสรรพสัตว์ คือหนทางแห่งความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน

บารมีที่บำเพ็ญ

ในชาตินี้ พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ ปัญญาบารมี โดยการทรงสดับฟังคำสอนของฤาษีเฒ่า และทรงเข้าใจถึงคุณค่าของทานบารมีและเมตตาบารมี จนสามารถเปลี่ยนทิฏฐิมานะของตนเองได้

— In-Article Ad —

💡คติธรรม / ข้อคิด

การมีอำนาจและฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่ อาจไม่เท่ากับการมีคุณธรรมอันประเสริฐ การเสียสละ การให้ การช่วยเหลือผู้อื่น และการมีเมตตาจิตต่อสรรพสัตว์ คือหนทางแห่งความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน

บารมีที่บำเพ็ญ: ในชาตินี้ พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ ปัญญาบารมี โดยการทรงสดับฟังคำสอนของฤาษีเฒ่า และทรงเข้าใจถึงคุณค่าของทานบารมีและเมตตาบารมี จนสามารถเปลี่ยนทิฏฐิมานะของตนเองได้

— Ad Space (728x90) —

นิทานชาดกเรื่องอื่นที่น่าสนใจ

มหาสีลวชาดก
440ทสกนิบาต

มหาสีลวชาดก

มหาสีลวชาดก ณ ดินแดนอันไกลโพ้น ในอดีตกาล เมืองพาราณสีเป็นเมืองที่รุ่งเรือง มีพระเจ้าพรหมทัตเป็นกษัตร...

💡 ศีลอันบริสุทธิ์เป็นเกราะป้องกันภัย การตั้งมั่นในความดี ย่อมชนะความชั่ว

อัสสโพตกชาดก
36เอกนิบาต

อัสสโพตกชาดก

อัสสโพตกชาดก ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงเป็นพราหมณ์หนุ่มผู้มีปัญญา...

💡 นิทานเรื่องนี้สอนให้เห็นถึงความสำคัญของการเสียสละและการให้ทาน การให้ที่แท้จริงคือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และการให้แม้ในสิ่งที่ตนเองรักและหวงแหนที่สุด จะนำมาซึ่งผลบุญอันยิ่งใหญ่ และความสุขที่ยั่งยืน

อัคคปัตตชาดก
112เอกนิบาต

อัคคปัตตชาดก

อัคคปัตตชาดก ณ กรุงสาวัตถีอันเจริญ มีท่านเศรษฐีผู้มั่งคั่งนามว่า อัคคปัตตะ ท่านเป็นผู้มีจิตใจเอื้อเฟ...

💡 การให้ทานที่แท้จริงคือการให้ชีวิต ให้ความรู้ และให้โอกาส ซึ่งเป็นการสร้างบุญกุศลที่ยั่งยืน

สุวรรณหังสชาดก
69เอกนิบาต

สุวรรณหังสชาดก

สุวรรณหังสชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าอันเขียวชอุ่มที่โอบล้อมด้วยขุนเขาตระหง่าน เป็นที่พำนัก...

💡 นิทานชาดกเรื่องสุวรรณหังสชาดกนี้สอนให้เห็นถึงคุณค่าของความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และความกตัญญูกตเวที การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญในชีวิต รวมถึงมิตรภาพที่ยั่งยืน

ปัฏฐกชาดก (ครั้งที่ 4)
259ติกนิบาต

ปัฏฐกชาดก (ครั้งที่ 4)

ปัฏฐกชาดก (ครั้งที่ 4) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นกษัตริย์แห่งเมืองกลิงคร...

💡 การให้ทานด้วยความเสียสละอันบริสุทธิ์ ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่น และเป็นหนทางสู่การหลุดพ้น

สมุททชาดก
235ทุกนิบาต

สมุททชาดก

สมุททชาดกในอดีตกาลอันไกลโพ้น พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดเป็นพระราชาผู้ทรงปรีชาสามารถแห่งแคว้นมคธ พระองค์ท...

💡 กำลังกายนั้นไม่อาจเทียบกับกำลังปัญญาและกำลังใจอันเข้มแข็งได้ การใช้วิธีการที่สันติและชาญฉลาด ย่อมสามารถเอาชนะอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้

— Multiplex Ad —

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน วิเคราะห์การเข้าชม และแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง นโยบายความเป็นส่วนตัว