
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นกาสีอันรุ่งเรือง มีพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระปัญจาลราชกุมาร ผู้ทรงคุณธรรมเลิศล้ำ ทรงรอบรู้สรรพวิชา โดยเฉพาะศิลปะการยิงธนูอันหาผู้ใดเทียบเทียมได้ พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในการยิงธนูได้อย่างแม่นยำราวกับจับวาง แม้ในระยะไกลสุดสายตาหรือท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ ก็ไม่เคยพลาดเป้า
วันหนึ่ง ขบวนเสด็จของพระปัญจาลราชกุมารได้เดินทางผ่านป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่อยู่ของพรานป่าผู้หนึ่งนามว่า ธนูวังคะ พรานผู้นี้มีชื่อเสียงเลื่องลือในหมู่ชาวบ้านว่าเป็นผู้ที่ยิงธนูได้เก่งกาจไม่แพ้ใคร แต่ทว่าเขากลับเป็นคนหัวแข็ง ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังคำสอนของผู้อื่น แม้แต่คำเตือนของหมอหรือนักปราชญ์ เขาก็ไม่เคยใส่ใจ
เมื่อพระปัญจาลราชกุมารทรงทราบกิตติศัพท์ของพรานธนูวังคะ จึงทรงเกิดความสงสัยใคร่รู้ จึงตรัสสั่งให้จัดหาธนูและลูกศรมา แล้วตรัสกับเหล่าข้าราชบริพารว่า “เราจะทดสอบฝีมือพรานธนูวังคะเสียหน่อย”
พระองค์ทรงให้เหล่าทหารตามหาพรานธนูวังคะมาเข้าเฝ้า เมื่อพรานธนูวังคะมาถึง เขาได้ถวายบังคมพระปัญจาลราชกุมารด้วยความเกรงขาม แต่ก็แฝงด้วยความทะนงตนในฝีมือของตนเอง
“ท่านพราน” พระปัญจาลราชกุมารตรัสด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “เราได้ยินกิตติศัพท์ว่าท่านยิงธนูเก่งกาจยิ่งนัก เราใคร่จะทดสอบฝีมือท่านสักหน่อย”
พรานธนูวังคะตอบด้วยความมั่นใจ “ข้าแต่พระเจ้าข้า ฝีมือการยิงธนูของข้านั้นไม่มีใครทาบเทียมได้ แม้แต่เงาของข้าก็ยังไม่เคยเห็น หากแต่พระองค์จะทรงทดสอบอย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
พระปัญจาลราชกุมารทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย “เช่นนั้น เราจะให้ท่านยิงธนูไปยังต้นตาลใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปโยชน์หนึ่ง แล้วยิงให้ถูกปลายใบตาลที่กำลังแกว่งไกวอยู่กลางลม”
พรานธนูวังคะได้ฟังดังนั้นถึงกับตกตะลึง เขาเคยเห็นต้นตาลนั้น แต่การจะยิงให้ถูกปลายใบตาลที่กำลังแกว่งไกวกลางลมในระยะไกลสุดสายตานั้น เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แม้แต่สำหรับตนเอง
“พระเจ้าข้า” พรานธนูวังคะทูลเสียงสั่น “เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ดอกพ่ะย่ะค่ะ แม้แต่ยิงให้ถูกลำต้นก็ยังยากนัก”
แต่พระปัญจาลราชกุมารกลับตรัสว่า “ไม่จริง ท่านพราน จงเชื่อมั่นในฝีมือของท่านสิ”
พรานธนูวังคะพยายามอ้อนวอน “ขอพระองค์ทรงเมตตา อย่าทรงสั่งในสิ่งที่เกินกำลังของข้าพเจ้าเลย”
ทันใดนั้นเอง เสียงก้องกังวานของพระปัญจาลราชกุมารก็ดังขึ้น “หากท่านไม่สามารถทำตามคำสั่งของเราได้ เราจะลงโทษท่านอย่างสาสม!”
ด้วยความกลัวพระราชอาญา พรานธนูวังคะจึงจำใจต้องยอมรับ เขาเดินไปที่ลานกว้าง หยิบธนูคู่ใจขึ้นมา ตั้งท่าเล็งไปยังต้นตาลไกลลิบตา
ขณะที่เขากำลังจะเหนี่ยวสายธนู พระปัญจาลราชกุมารก็ตรัสขึ้นอีกครั้ง “เดี๋ยวก่อนท่านพราน! ก่อนที่ท่านจะยิง จงตั้งจิตให้มั่น เพ่งมองไปยังเป้าหมายเพียงอย่างเดียว อย่าให้สิ่งอื่นใดมารบกวนจิตใจ”
พรานธนูวังคะได้ยินดังนั้นก็ยิ่งเกิดความหงุดหงิด เขาคิดในใจว่า “พระราชาองค์นี้ช่างไม่รู้อะไรเลย การยิงธนูนั้นต้องใช้ประสบการณ์และการฝึกฝน ไม่ใช่เพียงแค่การตั้งจิต”
เขาไม่สนใจคำแนะนำของพระปัญจาลราชกุมารเลยแม้แต่น้อย พรานธนูวังคะยิงธนูออกไปทันที ลูกศรพุ่งตรงไปยังต้นตาล แต่ด้วยความประมาทและความไม่เชื่อฟังคำสั่ง ลูกศรได้เฉี่ยวไปเพียงแค่กิ่งไม้เล็กๆ กิ่งหนึ่งเท่านั้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น พระปัญจาลราชกุมารก็ทรงมีพระพักตร์บึ้งตึง “ท่านพราน! ท่านไม่เชื่อฟังคำสั่งของเรา ถึงแม้เราจะบอกท่านแล้วก็ตาม”
พระองค์ทรงกริ้วมาก จึงทรงลงโทษพรานธนูวังคะด้วยการให้เขาไปทำงานหนัก เป็นเวลาหลายวัน
หลายวันต่อมา เมื่อพรานธนูวังคะพ้นโทษ เขายังคงไม่สำนึกในความผิด กลับคิดว่าตนเองถูกรังแก
วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังล่าสัตว์อยู่ในป่า เขาได้พบกับงูพิษร้ายตัวหนึ่ง กำลังเลื้อยเข้ามาใกล้
พรานธนูวังคะพยายามจะยิงงูตัวนั้น แต่เขากลับลนลาน ทำอะไรไม่ถูก
“โอ้! ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรดี!” เขาอุทาน
ในขณะนั้นเอง พระปัญจาลราชกุมารซึ่งทรงออกประพาสป่า ได้ทรงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
พระองค์ทรงตรัสเตือนพรานธนูวังคะ “ท่านพราน! จงตั้งสติให้มั่น เพ่งมองไปยังงูตัวนั้น แล้วยิงธนูให้ถูกมัน”
แต่พรานธนูวังคะกลับตะโกนตอบ “ไม่! ข้าพเจ้าไม่เชื่อคำสอนของพระองค์อีกต่อไปแล้ว! พระองค์ทรงรู้ดีที่สุดเช่นนั้นหรือ!”
พรานธนูวังคะพยายามจะยิงงูด้วยความโกรธ แต่ด้วยความลนลานและไม่ตั้งสติ ลูกศรของเขาก็หลุดออกจากสายธนูไปอย่างผิดทิศผิดทาง
งูพิษนั้นจึงฉกกัดพรานธนูวังคะจนเสียชีวิตในที่สุด
พระปัญจาลราชกุมารทรงทอดพระเนตรเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความเศร้าสลด พระองค์ทรงทราบดีว่า ความตายของพรานธนูวังคะนั้น เกิดจากการที่เขาไม่ยอมรับฟังคำสอนที่ดีของผู้อื่น ไม่เชื่อคำแนะนำที่หวังดี และไม่ยอมแก้ไขความผิดของตนเอง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การไม่เชื่อฟังคำสอนที่ดี เปรียบเสมือนการปฏิเสธแสงสว่างแห่งปัญญา ผู้ที่ไม่ยอมรับฟังคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ ย่อมพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง และอาจนำพาตนเองไปสู่ความหายนะได้ในที่สุด
— In-Article Ad —
การไม่เชื่อฟังคำสอนที่ดี ทำให้พลาดโอกาสในการเรียนรู้และอาจนำไปสู่ความหายนะ.
บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี
— Ad Space (728x90) —
531มหานิบาตสักกชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงบำเพ็ญพระบารมีอยู่ครั้งนั้น พระองค์ได้เสว...
💡 ปัญญา, เมตตา, และขันติ เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติสุขให้กับโลกได้ การใช้กำลังเพียงอย่างเดียวอาจนำมาซึ่งความสูญเสีย แต่การใช้ปัญญาและคุณธรรมจะนำมาซึ่งทางออกที่ยั่งยืน
224ทุกนิบาตสิริวิชยชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่มนุษย์และเทวดายังมีปฏิสัมพันธ์กันได้ มีเมืองอันรุ่งเรือ...
💡 คุณธรรมและบารมีที่สั่งสมมา เป็นเกราะป้องกันภัยอันยิ่งใหญ่ การต่อสู้ด้วยสติปัญญาและความเมตตา สามารถนำมาซึ่งชัยชนะที่ยั่งยืนและสันติภาพ
234ทุกนิบาตสุนักขัตตชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงสาวัตถี มีบุตรเศรษฐีผู้หนึ่งนามว่า สุนักขัตตะ เขาเป็นผู้ที...
💡 ความยึดมั่นในอัตตา ทิฐิที่ผิด และความเย่อหยิ่ง เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงความจริง การยอมรับความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง และการลดทิฐิ ถือเป็นหนทางสู่การบรรลุธรรม
198ทุกนิบาตสิริวิชยชาดกณ แคว้นกาสี อันเป็นแคว้นที่อุดมสมบูรณ์และมั่งคั่ง มีพระโพธิสัตว์ทรงดำรงพระชาติเป็น 'สิริ...
💡 ความเมตตาและความอดทน สามารถเอาชนะความเกลียดชังและความรุนแรงได้ และนำมาซึ่งสันติภาพที่ยั่งยืน
200ทุกนิบาตมหาปังกาชาดกกาลครั้งหนึ่ง ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงดำรงพระชาติเป็น 'มหาปังกา' ช้างพลายผู้ยิ่งใหญ่...
💡 การรู้จักประมาณตน คือการรู้จักความสามารถที่แท้จริงของตนเอง และใช้มันให้เป็นประโยชน์ การโอ้อวด หรือพยายามเป็นในสิ่งที่เราไม่ใช่ อาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนและภยันตราย
240ทุกนิบาตปัฏฐกชาดก (ครั้งที่ 2) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงมิถิลาอันรุ่งเรืองของแคว้นวิเทหะ พระโพธิสัตว์ทร...
💡 ความพยาบาทอาฆาตและความโลภย่อมนำมาซึ่งความเสื่อม
— Multiplex Ad —