
เมื่อ 2,600 ปีก่อน ในคืนเพ็ญเดือนวิสาขะ เจ้าชายสิทธัตถะ โคตมะ ประทับนั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ทรงเจริญสมาธิจนจิตบริสุทธิ์ แล้วทรงบรรลุญาณ 3 ประการ ตามลำดับ จนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในยามแรกของคืนนั้น พระองค์ทรงระลึกชาติในอดีตได้นับไม่ถ้วน ทรงเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏมาอย่างยาวนาน ทรงเห็นว่าพระองค์เองก็เคยเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา สัตว์ มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ญาณนี้ทำให้ทรงเข้าใจว่า การเกิดไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดี แต่เป็นทุกข์ที่ต้องหาทางหลุดพ้น
— In-Article Ad —
ในยามที่สอง พระองค์ทรงเห็นการเกิดและการตายของสัตว์ทั้งหลายด้วยทิพยจักษุ ทรงเห็นว่าสัตว์ที่ทำกรรมดีย่อมไปสู่สุคติ สัตว์ที่ทำกรรมชั่วย่อมไปสู่ทุคติ ญาณนี้ทำให้ทรงเข้าใจกฎแห่งกรรมอย่างแจ่มแจ้ง
— In-Article Ad —
ในยามสุดท้าย พระองค์ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ญาณที่ทำให้อาสวะ (กิเลสที่หมักดองในจิต) สิ้นไป ทรงรู้แจ้งอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทรงรู้ว่า "ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว" นี่คือจุดที่ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
"เราได้บรรลุธรรมอันลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ไม่อาจจะรู้ได้ด้วยการตรึก ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้"
— มัชฌิมนิกาย
การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่การได้รับอำนาจเหนือธรรมชาติ แต่เป็นการเข้าใจธรรมชาติอย่างแจ่มแจ้ง ทรงค้นพบว่าทุกข์มีเหตุ และเหตุนั้นดับได้ด้วยการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 นี่คือมรดกทางปัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งมอบให้แก่โลก
— Ad Space (728x90) —