
ณ แคว้นมคธอันรุ่งเรือง ปกครองโดยพระเจ้ามหาปัญญา ผู้ทรงเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของเหล่าพสกนิกร ไม่เคยมีครั้งใดที่ประชาชนต้องอดอยาก หรือเดือดร้อน พระองค์ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทานบารมี พระองค์ทรงโปรดปรานการให้ทานยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ทรัพย์สมบัติทั้งปวงที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ เงิน ผ้า อาหาร หรือแม้แต่สิ่งของมีค่าอื่นๆ พระองค์ทรงพร้อมที่จะสละให้แก่ผู้ที่ขัดสนอยู่เสมอ
ในพระราชวังอันโอ่อ่า มีห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่งที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับรับรองแขกผู้ยากไร้ ห้องโถงนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระราชวัง มีประตูใหญ่แกะสลักลวดลายวิจิตรงดงาม เปิดโล่งรับลมเย็นสบาย มีเสนาบดีผู้ซื่อสัตย์คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาเยือนทุกท่าน ทุกวันจะมีผู้คนจากทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามา บางคนมาเพื่อขอความช่วยเหลือ บางคนมาเพื่อสนทนาธรรม บางคนมาเพียงเพื่อชื่นชมพระบารมี
วันหนึ่ง ขณะที่พระเจ้ามหาปัญญาประทับอยู่บนพระแท่นในโถงทานนั้น มีชายชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า ร่างกายผ่ายผอม ใบหน้าเหี่ยวย่น ดวงตาขุ่นมัว เสื้อผ้าขาดวิ่นเก่าคร่ำคร่า เขาถือถุงผ้าขาดๆ ใบหนึ่ง เดินสะดุดไปมา ชายชราเดินตรงมายังหน้าพระพักตร์ของพระองค์ด้วยความเคารพ เขาโค้งคำนับอย่างอ่อนน้อม
"ข้าแต่สมเด็จพระราชาผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์นามว่า โกสิยะ เป็นชาวบ้านนอกที่เดินทางมาจากแดนไกล ขอพระองค์ทรงเมตตา..."
พระเจ้ามหาปัญญา ทอดพระเนตรเห็นสภาพของชายชรา ก็ทรงบังเกิดความสงสารในทันที พระองค์ทรงแย้มสรวลอย่างอ่อนโยน
"ท่านตาเอ๋ย ท่านมีสิ่งใดจะกราบทูล ข้าพเจ้าพร้อมรับฟังเสมอ..."
ชายชรา โกสิยะ เงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของพระราชาด้วยความปลาบปลื้ม
"ข้าพระองค์... ข้าพระองค์ไม่ได้มาขอสิ่งใดเพื่อตนเอง แต่ข้าพระองค์มาเพื่อ... เพื่อนำสิ่งนี้มาถวายแด่พระองค์..."
ว่าแล้ว ชายชราก็ค่อยๆ วางถุงผ้าขาดๆ นั้นลงบนพื้น แล้วรูดปากถุงออก สิ่งที่ปรากฏในถุงนั้น ทำให้เหล่าเสนาบดีที่ยืนอยู่รอบข้างถึงกับตกตะลึง
ภายในถุงนั้นมีเพียง เมล็ดข้าวเปลือกเพียงสามเม็ด ที่แห้งเหี่ยว ดูไร้ซึ่งคุณค่า
พระเจ้ามหาปัญญา ทรงประหลาดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงโน้มพระองค์ลงไปมองเมล็ดข้าวสารเล็กๆ เหล่านั้นด้วยพระเนตรที่ฉายแววสงสัย
"นี่คือสิ่งใดกันเล่า ท่านตา? เหตุใดท่านจึงนำเมล็ดข้าวสารสามเม็ดนี้มาถวายเรา?"
โกสิยะ ชายชรา แย้มสรวลแห้งๆ
"พระเจ้าข้า... เมล็ดข้าวสารสามเม็ดนี้ คือทั้งหมดที่ข้าพระองค์มีในครอบครัว ข้าพระองค์เพาะปลูกด้วยความยากลำบาก แต่ผลผลิตที่ได้มีเพียงเท่านี้ ข้าพระองค์ตั้งใจจะนำมันไปปลูกต่อ แต่เมื่อได้ยินกิตติศัพท์ความมีทานของพระองค์ ข้าพระองค์จึงคิดว่า... สิ่งที่ข้าพระองค์มีน้อยนิดนี้ หากนำมาถวายแด่พระราชาผู้ทรงมีทาน ก็ยังดีกว่านำไปปลูกต่อเพียงผู้เดียว..."
พระเจ้ามหาปัญญา ทอดพระเนตรมองโกสิยะด้วยความซาบซึ้งในจิตใจอันสูงส่งของชายชรา
"ท่านตาเอ๋ย ท่านมีความกตัญญูรู้คุณและมีจิตใจอันประเสริฐยิ่งนัก แม้จะมีน้อย ก็ยังคิดถึงผู้อื่น..."
พระองค์ทรงมีรับสั่งให้เสนาบดีนำเมล็ดข้าวสารทั้งสามเม็ดนั้น ไปเก็บรักษาไว้ในที่อันสมควร
ต่อมา พระองค์ทรงมีรับสั่งให้โกสิยะ ชายชรา ผู้นี้ อาศัยอยู่ในพระราชวังเป็นระยะเวลาหนึ่ง ให้มีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ และให้ความสบายแก่เขา
เช้าวันต่อมา ขณะที่พระเจ้ามหาปัญญา ทรงเสด็จประพาสอุทยานหลวง ที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ มีกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ พระองค์ทรงเห็นกลุ่มของพวกกษัตริย์ในแคว้นใกล้เคียง เดินทางมาเข้าเฝ้า พวกเขามีท่าทางทะนงตน และกล่าววาจาดูหมิ่น
"โอ้โห! กษัตริย์มคธนี่ช่างน่าขันนัก! ได้รับเมล็ดข้าวสารเพียงสามเม็ด กลับดูแลรักษาประหนึ่งเป็นสมบัติล้ำค่า! นี่หรือคือทาน? นี่หรือคือการให้? ฮ่าๆๆ!"
หัวหน้าคณะกษัตริย์เหล่านั้น กล่าวเย้ยหยัน
"ข้าแต่พระราชาแห่งมคธ พระองค์ทรงมีทรัพย์สินมากมาย เหตุใดจึงต้องเก็บงำเมล็ดข้าวสารสามเม็ดนั้นไว้? หากท่านจะให้ ก็ควรจะให้ในสิ่งที่มากมาย ไม่ใช่สิ่งเล็กน้อยเช่นนี้!"
พระเจ้ามหาปัญญา ทรงแย้มสรวลอย่างสงบนิ่ง
"ท่านทั้งหลายเอ๋ย เมล็ดข้าวสารสามเม็ดนั้น มีคุณค่าต่อข้าพเจ้ามากนัก เพราะมันคือ สัญลักษณ์ของจิตใจแห่งการให้ ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน แม้จะมีเพียงน้อยนิด แต่ผู้ให้ก็เต็มใจที่จะแบ่งปัน..."
เหล่ากษัตริย์เหล่านั้น ยังคงไม่เข้าใจ
"แต่ถ้าพระองค์จะให้ ก็ควรให้ในสิ่งที่สมบูรณ์ ไม่ใช่สิ่งแห้งแล้งเช่นนี้! หากพระองค์ทรงมีเมล็ดข้าวที่งอกงามเต็มที่ และทรงนำมาให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะพิจารณาว่าเป็นการให้ที่ประเสริฐ!"
พระเจ้ามหาปัญญา ทรงตรัสตอบด้วยพระสุรเสียงที่อ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยความมั่นคง
"ท่านทั้งหลาย ท่านกำลังมองข้าม คุณค่าที่แท้จริงของทาน ไปเสียแล้ว ทานมิได้อยู่ที่ปริมาณ หากแต่อยู่ที่ เจตนา ของผู้ให้ เมล็ดข้าวสารสามเม็ดนี้มาจากจิตใจที่บริสุทธิ์ของชายชราผู้ยากไร้ และนั่นคือสิ่งที่ประเสริฐที่สุดสำหรับข้าพเจ้า..."
แต่เหล่ากษัตริย์เหล่านั้น ก็ยังคงหัวเราะเยาะ และกล่าวว่าหากพระเจ้ามหาปัญญา จะพิสูจน์ความมีทานของพระองค์จริง ก็ควรจะนำเมล็ดข้าวสารที่มีความสมบูรณ์กว่านี้มาให้
พระเจ้ามหาปัญญา จึงมีรับสั่งให้เสนาบดี นำเมล็ดข้าวสารทั้งสามเม็ดนั้น ไปปลูกในแปลงนาหลวงที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และทรงดูแลรดน้ำพรวนดินเป็นอย่างดี
เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ต้นข้าวที่ปลูกจากเมล็ดพันธุ์ทั้งสามเม็ดนั้น ได้ออกรวงอย่างงดงามและให้ผลผลิตมากมายมหาศาล เกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
พระเจ้ามหาปัญญา ทรงมีรับสั่งให้เก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งหมดนั้น แล้วนำไปแจกจ่ายแก่เหล่าพสกนิกรที่ขัดสนให้ทั่วถึง
เหล่ากษัตริย์ที่เคยเย้ยหยัน ก็พากันมาเข้าเฝ้าอีกครั้ง เมื่อเห็นผลผลิตอันมหาศาลนั้น
"เป็นไปได้อย่างไร? เมล็ดข้าวสารเพียงสามเม็ด กลับให้ผลผลิตมากมายถึงเพียงนี้?"
พระเจ้ามหาปัญญา ทรงมีพระดำรัสตอบ
"เห็นแล้วหรือ? เมล็ดข้าวสารนั้น มิใช่สิ่งไร้ค่า หากแต่เมื่อมันถูก ปลูกด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ และ ได้รับความเอาใจใส่ มันก็สามารถเติบโตและให้ผลอย่างงดงามเฉกเช่นเดียวกับการให้ทาน..."
พระองค์ทรงอธิบายต่อไปว่า
"การให้ทาน ย่อมให้ผลตอบแทนตาม เจตนา ของผู้ให้ หากผู้ให้มีเจตนาอันบริสุทธิ์ การให้ทานนั้นย่อมส่งผลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ดุจเดียวกับเมล็ดข้าวสารสามเม็ด ที่เมื่อได้รับการดูแลอย่างดี ย่อมให้ผลผลิตอันมหาศาล..."
เหล่ากษัตริย์ทั้งหลาย เมื่อได้ฟังคำอธิบายอันแยบคายของพระเจ้ามหาปัญญา ก็บังเกิดความละอายใจเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาน้อมรับผิดในความเย่อหยิ่ง และหันมาเลื่อมใสในพระบรมเดชานุภาพและทศพิธราชธรรมของพระองค์
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระเจ้ามหาปัญญา ก็ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม และทรงบำเพ็ญทานบารมีอย่างสม่ำเสมอ ประชาชนทั้งหลายต่างมีความสุขและความเจริญรุ่งเรืองภายใต้การปกครองของพระองค์
ทานที่แท้จริงอยู่ที่เจตนา มิใช่อยู่ที่ปริมาณ การให้ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ย่อมส่งผลให้เกิดความเจริญงอกงามที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด
ทานบารมี
— In-Article Ad —
ทานที่แท้จริงอยู่ที่เจตนา มิใช่อยู่ที่ปริมาณ การให้ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ย่อมส่งผลให้เกิดความเจริญงอกงามที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด
บารมีที่บำเพ็ญ: ทานบารมี
— Ad Space (728x90) —
474เตรสกนิบาตจุฬปาลชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ พระองค์ได้เกิดเป็นบุต...
💡 การใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จะช่วยป้องกันเราจากการถูกหลอกลวง และนำพาไปสู่ความสำเร็จ.
257ติกนิบาตมหาสิงคลชาดก ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระเวสสันดร บรรดาเหล่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหล...
💡 ความเมตตา ความกล้าหาญ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ย่อมนำมาซึ่งความสงบสุขและความผาสุก
45เอกนิบาตพกาปิชาดก ณ แคว้นมคธอันอุดมสมบูรณ์ ในยุคสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงดำรงพระองค์เป็นกษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราช...
💡 การรู้จักตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิต เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจขีดจำกัดของตนเอง รู้จักใช้สิ่งที่มีให้เป็นประโยชน์ และไม่หลงไปกับกิเลสทั้งปวง
147เอกนิบาตมหิงสชาดกณ เมืองพาราณสี ในสมัยที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชย์ มีบุรุษผู้หนึ่งนามว่า มหิงสะ เป็นบุตรของคนข...
💡 ความกล้าหาญที่แท้จริงคือการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แม้จะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า
73เอกนิบาตกุมพีลชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงเวียนว่ายตายเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ในแดนที่...
💡 ความดี ความเสียสละ และความอดทน สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจที่กระด้างให้กลับกลายเป็นความเมตตาได้ แม้แต่ผู้ที่เคยทำผิดพลาด ก็สามารถกลับตัวกลับใจและเป็นผู้ที่ประเสริฐได้ หากมีผู้ที่คอยชี้แนะและให้โอกาส
109เอกนิบาตสารัททชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคที่พระพุทธเจ้ายังทรงดำรงอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี...
💡 ความกตัญญูกตเวทีเป็นคุณธรรมอันสูงส่ง การทำความดีและอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว ย่อมส่งผลบุญไปถึงพวกเขา ช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมาน และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราหมั่นทำความดีอยู่เสมอ
— Multiplex Ad —