
กาลครั้งหนึ่ง ณ แคว้นมคธ มีป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง ชื่อว่า “ป่ากะทิง” ในป่านั้นมีต้นกะทิงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมอาณาบริเวณกว้างขวาง เป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าสัตว์ป่านานาชนิด และเป็นที่รู้จักกันดีว่า ต้นกะทิงต้นนี้เป็นที่สถิตของ “พระโพธิสัตว์” ในอดีตชาติ ซึ่งครั้งนั้นทรงจุติเป็น “นกสาลิกา” หรือ “นกขุนทอง” นามว่า “นารทะ”
นกนารทะเป็นนกที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด พูดจาไพเราะเสนาะหู และมีความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง เมื่อครั้งที่ท่านเป็นนกสาลิกา ท่านได้บำเพ็ญเพียรเพื่อสั่งสมบารมีอย่างต่อเนื่อง
วันหนึ่ง ขณะที่นกนารทะกำลังพักผ่อนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ ก็พลันได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากเบื้องล่าง ด้วยความสงสัย นกนารทะจึงบินลงไปสำรวจ ก็พบกับ “หมี” ตัวหนึ่ง กำลังร้องไห้เสียอกเสียใจอยู่
“ท่านหมี เหตุใดท่านจึงร้องไห้เช่นนี้” นกนารทะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หมีเงยหน้าขึ้นมองนกนารทะด้วยสายตาเศร้าสร้อย “โอ้ นกผู้มีวาทศิลป์อันไพเราะ เหตุใดท่านจึงมาถามไถ่ทุกข์ของข้าพเจ้า”
“ข้าพเจ้าเห็นท่านเศร้าโศก จึงอดมิได้ที่จะสอบถาม” นกนารทะตอบ
“ข้าพเจ้าเสียใจที่ได้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่” หมีกล่าว “เมื่อเช้านี้ ข้าพเจ้าได้เห็นรังผึ้งขนาดใหญ่ห้อยต่องแต่งอยู่บนกิ่งไม้ ข้าพเจ้าเกิดความโลภอยากได้น้ำผึ้งอันหวานฉ่ำ จึงได้ปีนขึ้นไปเพื่อจะเจาะเอาน้ำผึ้ง แต่ด้วยความประมาท ข้าพเจ้าได้ถูกฝูงผึ้งรุมต่อยจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และที่ร้ายไปกว่านั้น รังผึ้งก็แตกกระจาย น้ำผึ้งที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะเก็บเกี่ยว ก็ไหลลงสู่พื้นดินจนหมดสิ้น ข้าพเจ้าทั้งเจ็บกาย แถมยังไม่ได้อะไรกลับมาเลย”
นกนารทะฟังเรื่องราวของหมีแล้ว ก็พยักหน้า “ข้าพเจ้าเข้าใจความทุกข์ของท่าน หากแต่ท่านควรจะคิดให้รอบคอบก่อนที่จะลงมือกระทำสิ่งใด การได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนาย่อมต้องแลกมาด้วยการวางแผนที่ดีและความไม่ประมาท”
“แต่ข้าพเจ้าก็พยายามแล้ว” หมีกล่าว “ข้าพเจ้าเพียงแต่คิดว่า การได้น้ำผึ้งมาอย่างง่ายๆ คงไม่ใช่เรื่องยาก”
“การได้มาซึ่งสิ่งใดๆ ที่มีค่า ย่อมต้องผ่านอุปสรรคเสมอ” นกนารทะกล่าว “เช่นเดียวกับข้าพเจ้า เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้ายังเป็นนกสาลิกา ก็ได้บำเพ็ญเพียรเพื่อสั่งสมบารมี ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ด้วยความอดทนและความเพียร ข้าพเจ้าจึงสามารถบรรลุธรรมได้”
ขณะที่นกนารทะกำลังสนทนากับหมีอยู่นั้น ก็มี “ช้าง” ตัวหนึ่ง เดินทางผ่านมา ช้างตัวนั้นมีงวงที่ยาวและแข็งแรง แต่มีพฤติกรรมที่ดูดุร้ายและไม่สุภาพ
“นี่เจ้า นกกระจอก! เจ้ากำลังคุยกับใครอยู่” ช้างร้องทักด้วยเสียงดัง
นกนารทะไม่สะทกสะท้าน “ข้าพเจ้ากำลังสนทนากับท่านหมีผู้มีทุกข์”
“ช่างน่ารำคาญจริง! เรื่องของเจ้าข้าไม่สนใจ” ช้างกล่าว “ข้ากำลังหิวน้ำ และข้าจะใช้กำลังของข้าบีบเอาน้ำจากต้นไม้ต้นนี้ให้ได้!”
ว่าแล้ว ช้างก็ใช้ลำตัวของมันเบียดเสียดกับต้นไม้ใหญ่ จนกิ่งก้านสั่นสะเทือน แต่มันก็ไม่สามารถทำให้น้ำออกมาได้
นกนารทะจึงกล่าวเตือน “ท่านช้าง ท่านกำลังใช้กำลังโดยไม่ถูกวิธี หากท่านต้องการน้ำ ท่านควรจะใช้ปัญญาหาแหล่งน้ำที่แท้จริง”
ช้างไม่ฟัง “ข้าไม่ต้องการคำแนะนำของเจ้า!” มันตะโกน
“หากท่านไม่ฟัง ข้าพเจ้าก็ช่วยท่านไม่ได้” นกนารทะกล่าว “หากท่านต้องการความช่วยเหลือ ท่านต้องแสดงความอ่อนน้อมและใช้ปัญญา”
ช้างพยายามอยู่พักหนึ่งจนเหนื่อยอ่อน แต่ก็ไม่สำเร็จ มันจึงยอมหยุดและหันมามองนกนารทะ “แล้วข้าควรทำอย่างไรเล่า”
“ท่านลองมองหาแอ่งน้ำ หรือลำธารใกล้ๆ ดูสิ” นกนารทะแนะนำ “หากท่านใช้สายตาที่รอบคอบ ท่านจะพบแหล่งน้ำที่แท้จริง”
ช้างลองทำตามคำแนะนำของนกนารทะ และในที่สุดมันก็พบกับลำธารเล็กๆ ที่ไหลอยู่ไม่ไกลนัก มันได้ดื่มน้ำจนชื่นใจ และรู้สึกสำนึกผิดที่ได้กระทำการหยาบคาย
“ข้าขอโทษนกนารทะ” ช้างกล่าว “ข้าได้กระทำผิดพลาดไป ข้าได้ใช้กำลังโดยไม่ใช้ปัญญา”
นกนารทะยิ้ม “การยอมรับผิดและปรับปรุงตนเอง คือสิ่งที่ดีงามที่สุด”
ต่อมา ไม่นานนัก ก็มี “พราน” คนหนึ่ง ลอบเข้ามาในป่า ด้วยความตั้งใจที่จะล่าสัตว์
พรานเห็นนกนารทะที่เกาะอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ก็เกิดความโลภ อยากจะจับนกตัวนี้ไปขาย เพราะเชื่อว่านกที่มีความสามารถในการพูดจา ย่อมมีราคาสูง
พรานจึงได้วางแผนที่จะจับนกนารทะ โดยการใช้ตาข่าย แต่เนื่องจากนกนารทะมีความระมัดระวังตัวอยู่เสมอ พรานจึงยังจับมันไม่ได้
นกนารทะเห็นแผนการของพราน ก็รู้ตัวว่าตกอยู่ในอันตราย “ข้าต้องใช้ปัญญาเพื่อเอาตัวรอด” มันคิด
นกนารทะจึงแสร้งทำเป็นอ่อนแรง และร้องขอความช่วยเหลือ “โอ้ ช่วยข้าด้วย! ข้าจะร่วงหล่นจากต้นไม้แล้ว!”
พรานได้ยินเสียงร้อง จึงคิดว่าเป็นโอกาสอันดี รีบเข้าไปใกล้เพื่อจะจับ
ทันทีที่พรานเข้ามาใกล้นกนารทะก็ใช้จังหวะนี้ บินหนีออกไปอย่างรวดเร็ว พรานตกใจที่พลาดโอกาส จึงตะโกนด่าทอ
“เจ้าเล่ห์นักนะ เจ้าจะหนีข้าพ้นไปได้อย่างไร!”
แต่ในขณะที่พรานกำลังโกรธ พลันก็มีเสียง “กึก!” ดังขึ้น เป็นเสียงของ “ธนู” ที่พุ่งเข้ามาปักเข้าที่กลางอกของพราน พรานล้มลงเสียชีวิตทันที
นกนารทะที่บินหนีมาได้แล้ว ก็มองย้อนกลับไปเห็นเหตุการณ์นั้น ด้วยความสังเวชใจ “กรรมสนองกรรม” มันกล่าว
หลังจากเหตุการณ์นี้ นกนารทะก็ยังคงอาศัยอยู่บนต้นกะทิงใหญ่ และบำเพ็ญเพียรต่อไป
เรื่องราวของมหานารทชาดก สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของปัญญา การรู้จักคิดไตร่ตรองก่อนลงมือทำ การไม่ประมาท การใช้เหตุผลแทนกำลัง และการยอมรับผิด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบารมีที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญมาอย่างยาวนาน เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลาย
— In-Article Ad —
ปัญญาและการใคร่ครวญก่อนลงมือทำ ย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จและหลีกเลี่ยงความผิดพลาด ส่วนการใช้กำลังโดยขาดปัญญา ย่อมนำมาซึ่งความเสียหาย
บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี, วิริยบารมี, ขันติบารมี
— Ad Space (728x90) —
288ติกนิบาตกุณาลชาดก ณ เมืองราชคฤห์ อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ ในยุคที่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงมีพระชนม์ชีพ พระองค์...
💡 การหลงเชื่อคำยุยงโดยไม่ไตร่ตรองนำมาซึ่งความเดือดร้อน การให้อภัยเป็นสิ่งประเสริฐ
142เอกนิบาตสมนกททชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งเต็มไปด้วยพฤกษานานาพันธุ์ ร่มรื่นด้ว...
💡 ความโลภไม่เคยนำพามาซึ่งความสุขที่แท้จริง การเบียดเบียนผู้อื่นย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ และการรู้จักพอเพียงคือหนทางสู่ความสงบสุข
161ทุกนิบาตมหาธนูคตชาดกครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่มนุษย์ยังมีอายุขัยยืนยาวกว่าปัจจุบัน ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเร...
💡 การตัดสินใจโดยปราศจากหลักฐานที่ชัดเจน นำมาซึ่งความผิดพลาดและความเดือดร้อน การใช้ปัญญาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และการแสวงหาความจริงก่อนลงโทษ เป็นหนทางแห่งความยุติธรรม
43เอกนิบาตมหาสีลพชาดก ณ เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล อันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า ครั้งนั้น พระองค์ทรงปรารภถึงเหต...
💡 ศีลเป็นเครื่องคุ้มครองชีวิต นำมาซึ่งความสุข ความเจริญ และเป็นพื้นฐานของการทำความดีทั้งปวง ผู้มีศีลย่อมเป็นที่รักของมวลมนุษย์และเทวดา
46เอกนิบาตทุติยกุมารชาดก ทุติยกุมารชาดก ครั้งเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ ณ พระ...
💡 ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเสียสละ และความเมตตากรุณา ย่อมนำมาซึ่งความเจริญและความสงบสุข
225ทุกนิบาตอุกกุสสชาดก นานมาแล้ว ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง มีกระรอกตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มันเป็นกระรอกที่ใจดี มีจิตใจเอื้อ...
💡 ความกล้าหาญ ความพากเพียร และการมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคุณธรรมอันประเสริฐ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ แต่ความพยายามนั้นก็มีคุณค่าและควรค่าแก่การยกย่อง
— Multiplex Ad —