
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในแคว้นมคธ ณ เชตวันมหาวิหาร มีพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ วาจาอ่อนหวาน ชวนให้ผู้คนศรัทธาเลื่อมใส แต่ก็มีภิกษุอีกรูปหนึ่งซึ่งเป็นผู้มีใจอิจฉา ได้แอบซุบซิบนินทาว่าพระภิกษุรูปแรกนั้น มักจะลุกขึ้นไปในยามวิกาลเพื่อไปพบหญิงงามเมือง ทำให้พระพุทธองค์ทรงสดับดังนั้น จึงทรงระลึกถึงอดีตชาติของพระภิกษุทั้งสอง
ในอดีตชาติ สมัยเมื่อครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นดาบสผู้ทรงศีล อยู่ในป่าหิมพานต์ ณ อาศรมอันสงบเงียบ ทรงบำเพ็ญพรตด้วยการฉันผลไม้และรากไม้ ทรงมีกุฏิเล็กๆ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ คงคา วันหนึ่ง ขณะที่พระโพธิสัตว์กำลังนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ ก็มีฝูงลิงฝูงหนึ่งมาอาศัยอยู่ใกล้ๆ อาศรมของท่าน ลิงเหล่านั้นมีความสุข สนุกสนาน ร่าเริง แต่แล้ววันหนึ่ง หัวหน้าฝูงลิงก็เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตประจำวัน
“พวกเราใช้ชีวิตซ้ำซากจำเจทุกวัน น่าเบื่อจริงๆ” หัวหน้าลิงกล่าวกับลูกน้อง “ข้าอยากจะลองทำอะไรที่แตกต่างออกไปบ้าง”
“แล้วท่านจะทำอะไรเล่า หัวหน้า?” ลิงตัวหนึ่งถาม
“ข้าจะลองเข้าไปพูดคุยกับท่านดาบสนั้นดู” หัวหน้าลิงตอบ “ข้าสงสัยในตัวท่านดาบสผู้นั้น ว่าทำไมท่านถึงใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบเช่นนั้น”
วันรุ่งขึ้น หัวหน้าลิงจึงนำฝูงลิงไปยังอาศรมของพระโพธิสัตว์ เมื่อไปถึง พวกมันก็พบพระโพธิสัตว์กำลังนั่งสมาธิอยู่ หัวหน้าลิงจึงเข้าไปใกล้ๆ แล้วกล่าวขึ้นว่า “ท่านดาบส ท่านนั่งอยู่ที่นี่ตลอดเวลา ไม่เบื่อบ้างหรือ?”
พระโพธิสัตว์ลืมตาขึ้น เห็นฝูงลิงก็ไม่แสดงอาการตกใจหรือรำคาญ ทรงตอบด้วยน้ำเสียงสงบว่า “ดูก่อนสหาย เรามีความสุขกับการอยู่เพียงลำพังนี้ เจ้าเล่ามีความทุกข์อันใด?”
“ข้าเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตที่ซ้ำซากจำเจทุกวัน” หัวหน้าลิงตอบ “ข้าอยากจะลองใช้ชีวิตแบบท่านบ้าง”
พระโพธิสัตว์ทรงแย้มสรวลเล็กน้อย “หากเจ้าต้องการความสงบสุข เจ้าก็ต้องละทิ้งความสนุกสนานรื่นเริง และหัดบำเพ็ญเพียร”
หัวหน้าลิงฟังแล้วก็คิด “การบำเพ็ญเพียรนี่เอง คือสิ่งที่ทำให้ท่านดาบสมีความสุข” และตัดสินใจจะลองทำตาม
พระโพธิสัตว์จึงสอนวิธีการบำเพ็ญเพียรให้แก่ฝูงลิง สอนให้รู้จักการนั่งสมาธิ การกำหนดลมหายใจ และการเจริญสติ แต่ฝูงลิงส่วนใหญ่ไม่สามารถทนต่อความเบื่อหน่ายได้ พวกมันจึงกลับไปสนุกสนานตามเดิม มีเพียงหัวหน้าลิงเท่านั้นที่ตั้งใจฝึกฝนอย่างจริงจัง
หลายวันผ่านไป หัวหน้าลิงก็เริ่มเห็นผลของการบำเพ็ญเพียร จิตใจเริ่มสงบ ความร่าเริงที่เคยมีก็ค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความสงบเย็น
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่หัวหน้าลิงกำลังนั่งสมาธิอย่างเพลิดเพลิน ก็มีหญิงงามเมืองผู้หนึ่งเดินผ่านมาเห็นอาศรมของพระโพธิสัตว์ เธอเป็นหญิงที่งามสะพรั่ง มีรูปโฉมงดงาม ชวนให้ชายใดเห็นเป็นต้องหลงใหล
หญิงงามเมืองเดินเข้าไปในอาศรม เห็นพระโพธิสัตว์นั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ เธอเกิดความสงสัยในวัตรปฏิบัติของท่าน จึงเข้าไปทักทาย
“ท่านดาบส ท่านนั่งอยู่ที่นี่แต่ผู้เดียว ไม่เบื่อบ้างหรือ?” หญิงงามเมืองถาม
พระโพธิสัตว์ลืมตาขึ้น เห็นหญิงงามเมืองก็ทรงแย้มสรวล “ดูก่อนสหาย เรามีความสุขกับการอยู่เพียงลำพังนี้ เจ้าเล่ามีความทุกข์อันใด?”
“ข้ามาเที่ยวเล่น เห็นอาศรมของท่าน จึงแวะเข้ามาชม” หญิงงามเมืองตอบ
ทั้งสองสนทนากันอยู่นาน จนกระทั่งหญิงงามเมืองเกิดความเลื่อมใสในความสงบของพระโพธิสัตว์ จึงขออนุญาตอยู่เป็นเพื่อน
พระโพธิสัตว์ทรงอนุญาต แต่ทรงกำหนดเงื่อนไขว่า “เจ้าสามารถอยู่กับเราได้ แต่ต้องรักษาศีล ๕ และไม่แสดงกิริยาอันน่ารำคาญ”
หญิงงามเมืองรับคำ และทั้งสองก็อยู่ร่วมกันในอาศรมอย่างสงบสุข
แต่แล้ว หัวหน้าลิงที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ ก็รู้สึกถึงความผิดปกติในจิตใจ เมื่อได้กลิ่นหอมของหญิงงามเมืองเข้ามา ความสงบสุขที่เคยมีก็เริ่มสั่นคลอน
“นี่มันอะไรกัน?” หัวหน้าลิงคิด “จิตใจข้าเริ่มหวั่นไหวอีกแล้ว”
หัวหน้าลิงพยายามกลับไปทำสมาธิ แต่ก็ไม่เป็นผล จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความคิดฟุ้งซ่าน
ในที่สุด หัวหน้าลิงก็ทนไม่ไหว เขาตัดสินใจที่จะเข้าไปหาพระโพธิสัตว์
“ท่านดาบส” หัวหน้าลิงกล่าว “ข้าไม่อาจทนอยู่ได้อีกต่อไป ความสงบของข้าได้ถูกรบกวนแล้ว”
พระโพธิสัตว์มองหัวหน้าลิงด้วยความเข้าใจ “เรารู้แล้วว่าเจ้ากำลังประสบปัญหา”
“ข้าจะขอลาท่านดาบส” หัวหน้าลิงกล่าว “ข้าจะกลับไปใช้ชีวิตแบบลิงเหมือนเดิม”
พระโพธิสัตว์ทรงพยักหน้า “ตามใจเจ้าเถิด”
หัวหน้าลิงกลับไปหาฝูงลิงของเขา และกลับไปใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานดังเดิม
ส่วนหญิงงามเมือง ก็อยู่กับพระโพธิสัตว์ต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าเธอได้เรียนรู้เพียงพอแล้ว จึงบอกให้เธอกลับเมือง
หญิงงามเมืองกลับเมืองไปด้วยความสงบเย็นที่ได้จากอาศรมของพระโพธิสัตว์
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเล่าเรื่องนี้จบลง ทรงหันไปตรัสกับพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหาว่ามีหญิงงามเมืองมาหาว่า “ดูก่อนภิกษุ จงระลึกถึงกาลครั้งนั้น เมื่อเราเป็นดาบส เจ้าเป็นหัวหน้าฝูงลิงที่หลงผิดไปเพราะกิเลส”
พระภิกษุผู้ถูกกล่าวหาจึงละอายใจ และยอมรับผิด
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การที่จิตใจไม่มั่นคง อาจถูกกิเลสครอบงำได้ง่าย หากไม่หมั่นบำเพ็ญเพียร และฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง
— In-Article Ad —
กิเลสเป็นสิ่งยั่วยวนให้หลงผิด หากจิตใจไม่เข้มแข็ง อาจพ่ายแพ้ต่อกิเลสได้ง่าย
บารมีที่บำเพ็ญ: เมตตาบารมี, ปัญญาบารมี
— Ad Space (728x90) —
399สัตตกนิบาตอัชชปาลชาดก: ความเห็นแก่ตัวที่นำไปสู่ความพินาศ กาลครั้งหนึ่งนานแสนนาน เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงเ...
💡 ความโลภและความเห็นแก่ตัว นำมาซึ่งความพินาศ ไม่เพียงแต่ตนเอง แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม
101เอกนิบาตสัตตบุรุษชาดก ในสมัยโบราณกาล ณ กรุงพาราณสี อันเป็นราชธานีอันรุ่งเรืองแห่งแคว้นกาสี พระโพธิสัตว์เจ้า...
💡 การเป็น "สัตบุรุษ" หรือผู้ประเสริฐ คือการมีคุณธรรม 7 ประการ ได้แก่ การให้ทาน, การรักษาศีล, ความเพียร, ปัญญา, สัจจะ, เมตตา, และการไม่พยาบาท เมื่อเราประพฤติตนเป็นสัตบุรุษ เราจะไม่เพียงแต่หลุดพ้นจากความทุกข์ แต่ยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ และนำพามาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแก่สังคมโดยรวมได้
238ทุกนิบาตกุมารชาดก (ครั้งที่ 2) นานมาแล้ว ในยุคสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญพระบารมีเป็นพระกุมารผู้ทรงปัญญา ใ...
💡 ความกตัญญูและความรักที่มีต่อบุพการี สามารถบันดาลสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้ พลังที่แท้จริงมิได้อยู่ที่วัตถุภายนอก แต่อยู่ที่จิตใจที่บริสุทธิ์ ความตั้งใจที่แน่วแน่ และการกระทำที่เต็มไปด้วยความเมตตา.
141เอกนิบาตกุมภทาชชาดกณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร มีเมืองชื่ออังคราช ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขภาย...
💡 ความซื่อสัตย์ภักดีและการเสียสละเพื่อส่วนรวม ย่อมนำมาซึ่งสันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง.
169ทุกนิบาตปิลักขชาดก (เรื่องนางผึ้ง) ณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ในสมัยโบราณกาล มีเมืองสาว...
💡 ความสามัคคีและน้ำใจช่วยเหลือกัน สามารถผ่านพ้นอุปสรรคได้เสมอ
149เอกนิบาตสิวกิชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นกาสี มีพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสิวกิราชาธิราช พระองค์ทรง...
💡 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การที่เราจะได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ หรือความสุขที่แท้จริงนั้น บางครั้งเราอาจจะต้องลองก้าวออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง ลองไปสัมผัสชีวิตในมุมที่แตกต่าง เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงความทุกข์สุขของผู้อื่น และเกิดความเห็นอกเห็นใจ อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งการช่วยเหลือผู้อื่นนั้น คือความสุขที่ยั่งยืนและประเสริฐที่สุด
— Multiplex Ad —