
ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ มีถ้ำแห่งหนึ่งเป็นที่อาศัยของพญานาคตนหนึ่งซึ่งมีฤทธิ์มาก แต่ด้วยความโอหังทะนงตน พญานาคตนนี้จึงมักจะก่อความเดือดร้อนแก่สัตว์โลกอยู่เสมอ
วันหนึ่ง พญานาคตนนี้แปลงกายเป็นงูยักษ์ มีเกล็ดสีดำขลับ ดวงตาแดงก่ำราวกับถ่านเพลิง เลื้อยออกจากถ้ำมายังริมแม่น้ำใสสะอาด ท้องน้ำที่เคยสงบสุข บัดนี้กลับกลายเป็นที่หวาดผวาของสรรพสัตว์
ช้างป่า ชะนี ลิง และสัตว์ป่านานาชนิด ต่างพากันหลีกเลี่ยงเส้นทางนั้น พากันอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น ทิ้งไว้เพียงความเงียบเหงาและหวาดกลัว
ในขณะเดียวกัน ณ ป่าอีกฟากหนึ่ง มีกษัตริย์องค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้ามหาสโลนะ ทรงปกครองแคว้นอันสงบสุข ทรงเป็นที่รักของประชาชน แต่พระองค์ทรงมีลักษณะพิเศษคือ ทรงหลงใหลในความสุขสำราญและการเสวยสุข จนละเลยราชกิจบางประการ
วันหนึ่ง ขณะที่พระเจ้ามหาสโลนะทรงล่าสัตว์อยู่ในป่าอันไกลโพ้น พระองค์ทรงพลัดหลงจากคณะนายพราน และได้มาพบกับพญานาคตนนั้นที่ริมแม่น้ำ
พญานาคเห็นพระราชาผู้มั่งคั่งและบริบูรณ์ จึงคิดจะใช้โอกาสนี้สร้างความเดือดร้อน จึงแปลงกายเป็นชายหนุ่มรูปงาม เข้าไปทักทายพระราชา
“สวัสดี ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถามว่าท่านมาจากไหน เหตุใดจึงมาเดินหลงทางอยู่ในป่าแห่งนี้?” พญานาคกล่าว
พระเจ้ามหาสโลนะทรงตอบด้วยความเหนื่อยอ่อน “เราคือพระราชาแห่งแคว้นนี้ แต่เราพลัดหลงจากคณะล่าสัตว์”
พญานาคแสร้งทำเป็นห่วงใย “น่าสงสารยิ่งนัก หากท่านไม่รังเกียจ ข้าพเจ้าขอเชิญท่านไปพักผ่อนที่บ้านข้าพเจ้า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี้”
พระเจ้ามหาสโลนะทรงตอบรับด้วยความยินดี ด้วยทรงเหนื่อยล้าและกระหายน้ำ
พญานาคพาพระราชาไปยังถ้ำของตนเอง เมื่อเข้าไปถึง พญานาคก็แปลงกายเป็นงูยักษ์ทันที ทำให้พระราชาทรงตกพระทัยอย่างยิ่ง
“ท่านคือใครกันแน่! เหตุใดจึงมาหลอกลวงเรา!” พระเจ้ามหาสโลนะตรัสถามด้วยความโกรธ
พญานาคหัวเราะเยาะ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เราคือพญานาคผู้ยิ่งใหญ่แห่งป่าแห่งนี้! วันนี้เจ้าจะไม่ได้กลับไปอีกแล้ว!”
พระเจ้ามหาสโลนะทรงตระหนักได้ว่า ตนเองตกอยู่ในอันตราย พระองค์ทรงเสียพระทัยที่ความหลงใหลในความสุขสำราญ ทำให้พระองค์ต้องมาประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้
แต่เมื่อทรงระลึกถึงหน้าที่ของกษัตริย์ และคำสอนเรื่องการไม่ประมาท พระองค์ทรงรวบรวมสติ ทรงตรัสถามพญานาคด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“หากเจ้าต้องการสิ่งใด จงบอกมา เราจะให้เจ้า หากเจ้าปล่อยเราไป”
พญานาคกล่าว “เราไม่ต้องการสิ่งใด! เราเพียงต้องการกินเจ้า!”
พระเจ้ามหาสโลนะทรงคิดอย่างรวดเร็ว “หากเจ้าจะกินเรา เจ้าก็ได้ แต่ขอเพียงเจ้าให้โอกาสเราได้ทำสิ่งสุดท้ายที่เราปรารถนา”
พญานาคตกลง
“เราปรารถนาที่จะได้เล่นดนตรีเป็นครั้งสุดท้าย” พระเจ้ามหาสโลนะตรัส
พญานาคผู้หลงใหลในเสียงดนตรี ยอมให้พระราชาทรงพิณ
พระเจ้ามหาสโลนะทรงเริ่มดีดพิณ บรรเลงเพลงอันไพเราะจับใจ เสียงพิณก้องกังวานไปทั่วป่า ดึงดูดใจสัตว์ป่านานาชนิดที่หลบซ่อนอยู่
เหล่าช้างป่า เสือ สิงโต กวาง และสัตว์อื่นๆ ต่างพากันออกมามุงฟังอย่างเพลิดเพลิน
เมื่อเสียงพิณดังขึ้น พญานาคก็พลอยเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงเพลง จนลืมตัว
ในขณะนั้นเอง พระเจ้ามหาสโลนะทรงสังเกตเห็นว่าเหล่าสัตว์ป่ากำลังมุงดูพญานาคอยู่ พระองค์ทรงเห็นโอกาส จึงทรงออกอุบาย
“ท่านพญานาคผู้ทรงฤทธิ์” พระเจ้ามหาสโลนะตรัส “ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านชื่นชอบเสียงพิณของข้าพเจ้ามากนัก เหตุใดท่านจึงไม่ลองมาฟังเสียงพิณของข้าพเจ้าใกล้ๆ เล่า? ท่านจะได้ยินเสียงที่ไพเราะยิ่งกว่านี้”
พญานาคนึกดีใจ จึงเลื้อยเข้าไปใกล้พระราชามากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อพญานาคเข้ามาใกล้จนถึงระยะที่พระราชาทรงประสงค์ พระองค์ก็ทรงวางพิณลง แล้วรีบคว้าอาวุธที่เตรียมไว้ (ซึ่งเป็นของมีคมที่ซ่อนไว้) ฟาดฟันเข้าใส่พญานาคอย่างแรง
พญานาคได้รับบาดเจ็บสาหัส และด้วยความตกใจ จึงแปลงกายกลับเป็นงูยักษ์ แล้วรีบเลื้อยหนีกลับไปที่ถ้ำของตนเอง
ส่วนพระเจ้ามหาสโลนะ เมื่อทรงเห็นว่าพญานาคหนีไปแล้ว ก็รีบออกจากถ้ำ และตามหาทางกลับไปยังเมือง
เมื่อกลับถึงเมือง พระองค์ทรงตระหนักถึงอันตรายที่ทรงประสบมา และทรงสำนึกผิดในความประมาทและความหลงใหลในความสุขสำราญ
พระองค์ทรงประกาศให้เหล่าข้าราชบริพารและประชาชนทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และทรงตั้งมั่นที่จะปกครองบ้านเมืองด้วยความไม่ประมาท
นับแต่นั้นมา พระเจ้ามหาสโลนะทรงเปลี่ยนพระองค์เป็นผู้ที่ตั้งมั่นในธรรม ทรงประกอบราชกิจด้วยความเอาใจใส่ และทรงสอนประชาชนให้มีความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต
ส่วนพญานาค เมื่อได้รับบาดเจ็บ ก็จำต้องเก็บตัวรักษาตัวอยู่ในถ้ำ ไม่กล้าออกมาเพ่นพ่านอีก
ในชาติอันเป็นพระโพธิสัตว์ พระเจ้ามหาสโลนะทรงเป็นพระชาติของพระโพธิสัตว์ที่ได้บำเพ็ญอุฏฐานสัมปทาบารมี
— In-Article Ad —
ความประมาทเป็นหนทางแห่งความเสื่อม การมีสติปัญญาและไหวพริบ สามารถช่วยให้เราเอาชนะอุปสรรคที่คาดไม่ถึงได้ การสำนึกผิดและปรับปรุงตนเอง คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา.
บารมีที่บำเพ็ญ: อุฏฐานสัมปทาบารมี
— Ad Space (728x90) —
536มหานิบาตมหาโควินทชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระเจ้าพรหมทัตทรงครองราชสมบัติกรุงพาราณสี ประเทศอินเดี...
💡 ผู้ที่มีปัญญาย่อมเห็นถึงโทษของกามคุณและยึดมั่นในธรรมะ ย่อมนำพาไปสู่ความสงบและความหลุดพ้น การส่งเสริมธรรมะในสังคมนำมาซึ่งความสงบสุขที่แท้จริง
480เตรสกนิบาตพระโพธิสัตว์กับภรรยาที่เห็นแก่ตัวกาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ในเมืองสาวัตถีอันรุ่งเรือง มีนายพาณิชผู้มั่...
💡 ความเห็นแก่ตัวและความโลภ ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ และการสูญเสียสิ่งที่มีค่า. การให้ทานและการแบ่งปัน คือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง.
430นวกนิบาตอุณททิชาดกในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสี พระเจ้าพรหมทัตทรงเป็นกษัตริย์ที่เปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม.วันหนึ่ง เก...
💡 การเข้าใจธรรมชาติและสรรพสิ่งรอบตัวด้วยปัญญา จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำความดีและการบำเพ็ญตนให้อยู่ในศีลธรรม ย่อมนำมาซึ่งความสงบสุขและความอุดมสมบูรณ์
428นวกนิบาตสาลทกชาดกในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นสาลทกพราหมณ์...
💡 ปัญญาคือแสงสว่างที่ส่องนำทางให้เราพ้นจากความมืดมนแห่งปัญหา การใช้ปัญญาอย่างถูกต้องและมีเมตตาธรรม จะนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่น
432นวกนิบาตมหาโควินทชาดกในสมัยโบราณกาล เมื่อครั้งที่โลกยังเต็มไปด้วยความสงบสุขและรุ่งเรือง พระโพธิสัตว์ได้บังเก...
💡 ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ลาภยศสรรเสริญ แต่อยู่ที่การมีจิตใจที่สงบ เยือกเย็น และเป็นอิสระจากการยึดติดในสิ่งทั้งปวง.
517วีสตินิบาตพญานาคผู้รักษาคำมั่นในวังบาดาลอันงดงาม ที่ซึ่งมีปราสาทแก้วผลึกประดับประดาด้วยอัญมณีหลากสีสัน อาศัยพญ...
💡 สัจจะ คือพลังแห่งความซื่อสัตย์ ที่จะนำพาเราไปสู่ความน่าเชื่อถือ และได้รับความเคารพจากผู้อื่น
— Multiplex Ad —