
ในสมัยพุทธกาลอันรุ่งเรือง ณ แคว้นมคธ มีเมืองใหญ่แห่งหนึ่งนามว่า “ราชคฤห์” เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการค้าขายและศิลปวัฒนธรรม ในเมืองนี้มีมหาวิทยาลัยที่สำคัญยิ่ง คือ “มหาวิทยาลัยนาลันทา” ซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งปัญญาและศาสตร์ต่างๆ
ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีอาจารย์ผู้ทรงภูมิปัญญา ชื่อว่า “สัญชัย” เป็นผู้ที่มีลูกศิษย์มากมาย แต่ลูกศิษย์คนโปรดของท่าน คือ “เทวทัต” ซึ่งเป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยาน และมักจะใช้วิธีการที่ผิดแผกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติ
พระโพธิสัตว์ในครั้งนี้ ทรงอุบัติเป็น “สุนักขัตตะ” ซึ่งเป็นศิษย์อีกคนหนึ่งของอาจารย์สัญชัย สุนักขัตตะเป็นผู้ที่มีความฉลาดปราดเปรื่อง มีความใฝ่รู้ และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน
วันหนึ่ง อาจารย์สัญชัยได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้กับลูกศิษย์ทุกคน นั่นคือ การเดินทางไปยังป่าใหญ่ เพื่อค้นหา “ดอกบัวสีทอง” ซึ่งเป็นดอกไม้ที่หายากยิ่ง และเชื่อว่ามีสรรพคุณทางยา
“ดอกบัวสีทองนี้ จะบานเพียงปีละครั้ง ในคืนวันเพ็ญกลางฤดูฝน” อาจารย์สัญชัยกล่าว “ใครก็ตามที่สามารถนำดอกบัวนี้กลับมาได้ก่อนรุ่งอรุณ จะได้รับความดีความชอบ และจะถือว่าเป็นผู้ที่มีบุญบารมีอันยิ่งใหญ่”
ลูกศิษย์ทุกคนต่างตื่นเต้นกับภารกิจนี้ เทวทัต ซึ่งเป็นคนทะเยอทะยาน มองเห็นโอกาสที่จะได้พิสูจน์ตนเอง
“ข้าจะไปเป็นคนแรก!” เทวทัตประกาศเสียงดัง “ข้าจะนำดอกบัวสีทองมาให้ท่านอาจารย์อย่างแน่นอน!”
ส่วนสุนักขัตตะ หรือพระโพธิสัตว์ ก็เตรียมตัวอย่างรอบคอบ
“ข้าจะไปอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนธรรมชาติ” พระโพธิสัตว์กล่าว
ทั้งสองได้ออกเดินทางไปยังป่าใหญ่
เทวทัต ด้วยความรีบร้อน และต้องการที่จะเอาชนะผู้อื่น เขาเลือกใช้เส้นทางที่อันตรายที่สุด
“ข้าจะไปทางลัด! ถึงแม้จะลำบากกว่า แต่ข้าก็จะถึงที่หมายก่อน!” เขาคิด
เทวทัตเดินทางด้วยความเร็วสูง เขาไม่สนใจสิ่งรอบข้าง และไม่สนใจว่าเส้นทางนั้นจะทำให้สัตว์ป่าต้องเดือดร้อน
ในทางกลับกัน สุนักขัตตะ ได้เลือกเส้นทางที่สงบกว่า เขาเดินอย่างระมัดระวัง
“ข้าต้องไม่เหยียบย่ำดอกไม้ หรือทำร้ายแมลงที่อยู่ในเส้นทาง” เขาคิด
เมื่อสุนักขัตตะเดินทางไปถึงชายป่า เขาเห็นฝูงกวางน้อยกำลังวิ่งหนีบางสิ่งบางอย่าง
“เกิดอะไรขึ้น?” เขาถามกวาง
“มีพรานป่ากำลังไล่ล่าพวกเรา!” กวางตอบ
สุนักขัตตะเห็นว่าพรานป่ากำลังจะจับกวางได้ เขาจึงตัดสินใจที่จะช่วยเหลือ
“พวกเจ้าจงวิ่งไปทางนี้! ข้าจะล่อพรานป่าไปอีกทางหนึ่ง!”
สุนักขัตตะแสร้งทำเป็นวิ่งไปอีกทางหนึ่ง ทำให้พรานป่าหันไปไล่ล่าเขา
เมื่อกวางหนีไปได้แล้ว สุนักขัตตะก็รีบหนีกลับออกมาจากป่า
“ข้าพลาดโอกาสในการหาดอกบัวสีทองแล้ว” เขาคิด “แต่ข้าได้ช่วยชีวิตกวางได้”
ในขณะเดียวกัน เทวทัตก็ได้เดินทางมาถึงบริเวณที่เชื่อว่ามีดอกบัวสีทอง
เขาเห็นดอกบัวบานสะพรั่งอยู่เต็มบึงน้ำ แต่มีเพียงดอกเดียวเท่านั้นที่เป็นสีทอง
“ในที่สุด ข้าก็ได้มันมา!” เทวทัตดีใจ
แต่เมื่อเขาพยายามจะเด็ดดอกบัวสีทองนั้น พลันมีเสียงดังขึ้น
“หยุดนะ! เจ้ามนุษย์!”
เทวทัตมองไปรอบๆ ก็เห็น “นาคราช” ผู้พิทักษ์ดอกบัวสีทอง
“นี่คือดอกบัวศักดิ์สิทธิ์! เจ้าไม่มีสิทธิ์เด็ดมันไป!” นาคราชกล่าว
“ข้าคือเทวทัต! ศิษย์เอกของอาจารย์สัญชัย! ข้ามาทำภารกิจ!” เทวทัตอวดอ้าง
“ถึงเจ้าจะเป็นศิษย์ของอาจารย์สัญชัย เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ทำลายธรรมชาติ!” นาคราชกล่าว
“หากเจ้าไม่ให้ข้าไป ข้าจะใช้กำลัง!” เทวทัตขู่
นาคราชเห็นว่าเทวทัตเป็นคนดื้อรั้น และมีจิตใจที่มุ่งร้าย จึงตัดสินใจที่จะลงโทษ
“หากเจ้ายืนยันจะเอาดอกบัวนี้ ข้าจะทำให้เจ้าเสียใจ!”
นาคราชพ่นพิษร้ายแรงใส่เทวทัต ทำให้ร่างกายของเทวทัตพองโต และเปลี่ยนเป็นสีเขียว
“โอ๊ย! อะไรกันนี่!” เทวทัตตะโกนด้วยความเจ็บปวด
“นี่คือผลของการกระทำของเจ้า!” นาคราชกล่าว “จงกลับไปบอกอาจารย์ของเจ้าว่า เจ้าไม่สามารถนำดอกบัวมาได้”
เทวทัตด้วยความหวาดกลัว และเจ็บปวด จึงรีบหนีกลับไปยังมหาวิทยาลัย
เมื่อกลับมาถึง อาจารย์สัญชัยเห็นสภาพของเทวทัตก็ตกใจ
“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า!” ท่านถาม
เทวทัตกราบทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้น
อาจารย์สัญชัยถอนหายใจ
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่า การทำสิ่งใดโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อน”
ในขณะนั้นเอง สุนักขัตตะ หรือพระโพธิสัตว์ ก็เดินทางกลับมาถึง
เขาไม่ได้นำดอกบัวสีทองมาด้วย แต่เขามีเรื่องราวของการช่วยเหลือชีวิตกวาง
“ท่านอาจารย์ ข้าขออภัยที่ข้าไม่สามารถนำดอกบัวมาได้” พระโพธิสัตว์กล่าว “แต่ข้าได้ช่วยเหลือชีวิตของสัตว์ผู้บริสุทธิ์”
อาจารย์สัญชัยมองพระโพธิสัตว์ด้วยความชื่นชม
“สุนักขัตตะเอ๋ย เจ้าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว” ท่านกล่าว “การเสียสละเพื่อผู้อื่น และการไม่เบียดเบียนสรรพสัตว์ คือการบำเพ็ญบารมีที่แท้จริง”
อาจารย์สัญชัยมอบรางวัลให้แก่สุนักขัตตะ ในขณะที่เทวทัตถูกตำหนิ
เทวทัตรู้สึกอับอาย และอิจฉาสุนักขัตตะเป็นอย่างยิ่ง
นับแต่นั้นมา เทวทัตก็ยิ่งมีความอาฆาตแค้นต่อสุนักขัตตะมากขึ้น
ส่วนสุนักขัตตะก็ยังคงตั้งมั่นในการบำเพ็ญคุณธรรม และช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป
— In-Article Ad —
การทำความดี ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีเสมอ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่คาดหวังในตอนแรกก็ตาม การเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งผลกรรมอันเลวร้าย
บารมีที่บำเพ็ญ: เมตตาบารมี, วิริยบารมี
— Ad Space (728x90) —
375ปัญจกนิบาตสุวิริยชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ผู้คนดำรงชีวิตอย่...
💡 การมีเมตตาธรรม ย่อมนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ การเสียสละ ย่อมได้มาซึ่งบุญกุศล ผู้มีจิตใจโลภย่อมพบกับความอดอยาก การปกครองด้วยทศพิธราชธรรม นำมาซึ่งความสงบสุขแก่แผ่นดิน
114เอกนิบาตสุปัตตชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันเป็นที่ตั้งแห่งมหานครราชคฤห์ อันรุ่งเรือง สมเด็จพระ...
💡 การทำความดี แม้เพียงเล็กน้อย ก็ย่อมส่งผลดีกลับคืนมาในภายภาคหน้าได้เสมอ ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี
267ติกนิบาตสุมังคลชาดกในอดีตกาลอันไกลโพ้น ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็น 'สุมังคล' พราหมณ์...
💡 การทำบุญที่แท้จริง คือการบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยจิตอันบริสุทธิ์และปัญญา ไม่ใช่เพียงการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ.
22เอกนิบาตอติจาณกชาดกณ เมืองสาวัตถี อันเป็นเมืองที่รุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา มีพระภิกษุรูปหนึ่งนามว่า "พระอติจ...
💡 ความตะกละเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ ควรบริโภคอาหารแต่พอดี รู้จักประมาณตน เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี
154ทุกนิบาตสุโพธชาดกในอดีตกาล ณ กรุงราชคฤห์ มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงมีพระรา...
💡 ปัญญาคือผลไม้สวรรค์ที่แท้จริง การแสวงหาความรู้และใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต จะนำมาซึ่งความสุขที่ยั่งยืน
6เอกนิบาตในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของ...
💡 ความดีงามที่แท้จริงนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิด หรือตำแหน่งหน้าที่ แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำ และจิตใจของเรา การร่วมมือกันด้วยความเข้าใจ และความปรองดอง สามารถแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน และนำมาซึ่งความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรือง.
— Multiplex Ad —